วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

6 องค์กรอิสระ เสนอสองฝ่ายเสนอชื่อคนกลาง ให้คำตอบใน 7 วัน ใครปฎิเสธต้องรับผิดชอบ

 

วันอังคาร, มีนาคม 18, 2557

คลิปงานแถลงข่าว Road Map ปัญหาประเทศโดย 7องค์กรอิสระ

 
http://www.youtube.com/watch?v=6q13Ao01HEo

Published on Mar 17, 2014
คลิปแถลงข่าว 6 องค์กรอิสระ

ooo

6 องค์กรอิสระ เสนอสองฝ่ายเสนอชื่อคนกลาง ให้คำตอบใน 7 วัน 

ใครปฎิเสธต้องรับผิดชอบ



6 องค์กรอิสระเสนอโรดแมพ 6 ข้อ จี้รัฐบาลและกปปส.ส่งรายชื่อคนกลางเจรจาฝั่งละ 10 คนเพื่อสังเคราะห์รายชื่อเหมือนภายใน 7 วัน - มองประเทศบอบช้ำเกินหากอยากเห็นความสงบต้องส่งคนเจรจาเตือนถ้าไม่รับข้อเสนอเชิญทำสงครามชนช้างกันต่อแต่ต้องรับผิดชอบ

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 17 มี.ค. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายณรงค์ รัฐอมฤต คณะกรรมการป้องกันและปราบกรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศไทยจากวิกฤติการณ์การเมืองในปัจจุบัน พร้อมกับเสนอรูปแบบและแผนที่ความสำเร็จ (Road map) ในการเจรจา ดังนี้ 1.การประกาศต่อสาธารณะและให้สังคมมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเจรจา 2.ให้มีคณะคนกลางในการเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ เพื่อรับฟังข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย 3.การรับฟังข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย และสร้างข้อเสนอใหม่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ 4.การประสานและเจรจาเพื่อปรับข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายให้เข้าใกล้กันมากที่สุด 5.จัดประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างผู้มีอำนาจสูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างข้อยุติที่ยอมรับได้ และ 6.การร่วมแถลงผลการเจรจาต่อสาธารณะ

โดยนางผาณิต กล่าวว่าจากสภาพปัญหาที่เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศ ถือเป็นวิกฤตการณ์ที่อาจนำประเทศไปสู่ความเสียหายหรือความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ โดยความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งล้วนแต่มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น จึงจำเป็นที่คนไทยต้องช่วยกันหาทางยุติความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และลดความขัดแย้งที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติที่อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขโดยเร็วและที่ผ่านมาองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญต่างมิได้นิ่งเฉย มีความห่วงใยในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น จึงได้มีการหารือร่วมกันมาโดยตลอด ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเห็นว่า องค์กรอิสระควรเป็นผู้ประสานเบื้องต้นในการสร้างสะพานเชื่อมในการสื่อสารประเด็นความขัดแย้งกับทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่ตกผลึกร่วมกันและข้อยุติที่เห็นพ้องต้องกัน 

"สิ่งที่เรานำเสนออาจมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ แต่ยืนยันว่าเราห่วงใยความทุกข์ร้อนของประชาชนและประเทศชาติ จึงพยายามที่จะช่วยหาทางแก้ไขเยียวยา ไม่ใช่ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญแต่ในฐานะองค์กรกลุ่มหนึ่งที่รักประเทศ ขณะเดียวกัน เราได้กระแสเรียกร้องจากหลายกลุ่มว่าองค์กรอิสระควรมาทำหน้าที่นี้ ซึ่งจากผลสำรวจก็ได้ทำผลสำรวจเมื่อปลายเดือนธันวาคม เมื่อปี 2556 ว่า อยากจะหาคนกลางมายุติปัญหาของประเทศ โดยมีข้อเสนอว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นตัวกลางในการเจรจาได้ เราจึงผนึกกำลังร่วมกันเพื่อประเทศชาติ" นางผาณิตกล่าว 

นายโอกาส เตพละกุล ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันบ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะที่ขัดแย้ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม จึงเป็นความห่วงใยว่าวันหนึ่งจะถึงจุดที่เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ซึ่งวิธีที่จะยุติความขัดแย้งได้ 2 วิธี คือ 1.เกิดการต่อสู้ที่รุนแรงทำให้ประชาชนเกิดความบาดเจ็บเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แล้วจะมีการปฏิบัติการพิเศษ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข และ2.การเจรจา โดยนำความคิดทั้งสองฝ่ายมาผสมผสาน เป็นทางเดินของทั้งสองฝ่าย และสังคมยอมรับ ขณะนี้ก็ทราบดีว่า บ้านเมืองเราเสียหาย ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ดังนั้นทาง 6 องค์กร จึงมีความห่วงใย พยายามจะหาวิธีการต่างๆ เพื่อประเทศชาตินำไปสู่ความสงบสุข และเดินหน้าด้วยความเจริญรุ่งเรืองต่อไป 

ด้านนายสมชัย กล่าวว่าการเปิดตัวขององค์กรอิสระค่อนข้างที่จะสุ่มเสี่ยงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการกดดันจากสังคมว่าเป็นการทำเกินกว่าหน้าที่หรือไม่ มีความเป็นกลางหรือไม่ จึงขอย้ำว่าแต่ละองค์กรมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่กำลังเป็นปัญหาของประเทศชาติขณะนี้นั้น ไม่มีใครที่จะมีบทบาทหลักในการดำเนินการ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดระบุให้องค์กรใดเป็นผู้ดำเนินการหากเกิดความขัดแย้งจนเกิดการแตกแยกจนเกิดความล่มสลายของประเทศชาติ ดังนั้น การตระหนักในบทบาทหน้าที่ของความเป็นคนไทยที่รักชาติของ 6 องค์กร จึงได้นำเสนอกระบวนการของการเจรจา รูปแบบและแผนที่ความสำเร็จ (Road map ) เพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมและประสบความสำเร็จ โดยกระบวนการ Road map ได้มีการทบทวนมาหลายครั้งหลายคราจนได้ข้อสรุปข้างต้น

นายสมชัย กล่าวว่าโจทย์สำคัญคือใครจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ซึ่งเดิมที 6 องค์กรตามรัฐธรรมนูญอาสาตัวเองเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจา แต่คำตอบมองแล้วว่าไม่ใช่ เพราะมองว่าบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลางของเจรจาได้นั้นต้องเป็นบุคคลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม ทางองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะส่งจดหมายถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ให้เสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นคนกลางฝ่ายละ 10 คน และหลังจากนั้นจะนำ 10 ชื่อของแต่ละฝ่ายมาพิจารณาดูว่ามีชื่อที่ตรงกันเท่าใด หากได้ 5 ชื่อที่ตรงกัน บุคคลเหล่านี้ก็เป็นคนกลางในการมาเจรจาหาทางออกของบ้านเมืองต่อไป ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเสนอรูปแบบของการเจรจาและขั้นตอนโรดแมปโดยที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งรูปแบบโรดแมปในการเจรจานั้นจะเริ่มต้นเจรจาในข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ก่อน ส่วนข้อที่ 3 จนถึงข้อที่ 6 จะดำเนินการภายหลังได้ตัวแทนคนกลางเข้ามาทำหน้าที่แล้ว 

"กระบวนการดังกล่าวน่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งได้ดีที่สุด เพราะขณะนี้สังคมเป็นสังคมที่ไม่ไว้วางใจกัน ดังนั้นรูปแบบที่ดีที่สุดคือการให้แต่ละฝ่ายเสนอชื่อคนกลางมาทำหน้าที่เจรจาหาทางออกของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระบวนการการเจรจาครั้งนี้จะไม่มีงบประมาณค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากเห็นว่ากระบวนการเจรจาจำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณ ก็จะทำเป็นโครงการเสนอต่อรัฐบาลในลำดับถัดไป" นายสมชัยกล่าว

เมื่อถามว่า เรื่องของคนกลางจะเป็นกุญแจสำคัญของกระบวนการนี้ ในการเสนอชื่อ 10 ชื่อของแต่ละฝ่าย อาจจะมีโอกาสที่ชื่อทั้ง 10 ชื่อของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกันเลย เนื่งจากสังคมไทยมีบุคคลที่พร้อมจะทำหน้าที่จำนวนมาก อีกทั้งชื่อที่เสนอตรงกันก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้าตัวที่ถูกเสนอชื่อจะพร้อมที่จะทำหน้าที่ นายสมชัย กล่าวว่า ในกระบวนการเราจะเปิดจนกว่าจะมีรายชื่อที่ตรงกัน หมายความว่า จะต้องมีการเสนอชื่อเข้ามา โดยในรอบแรกอาจจะตรงกันเพียง 1 หรือ 2 ชื่อ ก็เก็บไว้ก่อน แล้วก็คงให้เสนอใหม่อีกรอบ เพื่อให้เกิดรายชื่อให้ตรงกันให้ได้ ตนเชื่อว่า ทำไป 2-3 รอบ การปรับเข้าหากันก็จะมีมากขึ้น และผลที่อยู่ขอบข่ายดังกล่าวจะมีน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนการที่จะเรียกร้องให้ท่านเหล่านั้นเสียสละ ก็เป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละ ว่า ท่านพร้อมที่จะลงมาทำหน้าที่นั้นหรือไม่ ลงมาเปียกแน่นอน ลงมาเลอะแน่นอนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างแน่นอน แต่การลงมาดังกล่าว เป็นการทำประโยชน์เพื่อสังคม และให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ ตรงนี้จึงต้องดูตามสถานการณ์จริงๆ

"ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้ปิดกั้น ถ้าท่านคิดว่า อ.อมรา เป็นคนที่เหมาะสม ก็เสนอชื่อได้ หรือแม้แต่ท่านโอกาส ท่านผาณิต เหมาะสม ท่านก็สามารถเสนอชื่อได้ ดังนั้นจุดเริ่มต้นวันนี้ คือ เราเซ็ตซีโร เราไม่อาสาเป็นคนกลาง เราขอให้ท่านเสนอชื่อ ซึ่งท่านสามารถเสนอชื่อได้ ก็อาจจะเกิดความเป็นธรรมได้ระดับหนึ่ง"นายสมชัยกล่าว

เมื่อถามว่า หากนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ทางองค์กรจะดำเนินการอย่างไร นายโอกาส กล่าวว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีหรือนายสุเทพก็แสดงท่าทีว่าอยากให้มีการเจรจา แต่ทางฝ่ายนายสุเทพ อาจจะมีเงื่อนไขบางประการ อีกทั้งทางผู้บัญชาการทหารบกก็ระบุว่าต้องมีการเจรจาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายคือคนที่ปราถนาดีต่อประเทศชาติ ดังนั้นสิ่งที่เราคาดหวังว่าอย่างน้อยทั้งสองฝ่ายควรที่เสนอรายชื่อคนกลางมาเป็นผู้เจรจา และยังรอความหวังว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ประเทศชาติกลับสู่ความสงบ ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ต่อไปเราคงเป็นที่โหล่ของอาเซียน ถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขปัญหา และอาจเกิดสงครามภายในประเทศความเสียหายก็จะรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลและนายสุเทพ จะต้องเสนอรายชื่อมาเพื่อให้ปัญหายุติและเป็นข้อเสนอที่สังคมยอมรับได้ 

เมื่อถามเหตุใดจึงเจาะจงไปที่รัฐบาลและกปปส.ทั้งที่ยังมีกลุ่มที่เป็นคู่ขัดแย้งอย่างคปท.หรือรัฐวิสาหกิจ นายสมชัยกล่าวว่า กระบวนการในการออกแบบการเจรจาครั้งนี้ เราจำกัดขอบเขตความขัดแย้งระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก ถ้าหากเรายิ่งขยายวงเจรจา ก็จะทำให้ประเด็นการเจรจาแตกออกไปมากกว่านี้ ตนคิดว่าต้องจับคู่ขัดแย้งหลักก่อน อย่างไรก็ตาม บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยังทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีการเอาประเด็นการเจรจามาต่อรองกับองค์กรอิสระ เช่น คดีที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงอยู่ กกต.ก็ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป ตามระบบขององค์กรน้ันๆ สิ่งที่ต้องทำตามกฎหมายก็ต้องทำตามกฎหมาย ไม่มีประเด็นว่าเมื่อมีการเจรจาการยอมความกัน แล้วจะทำให้การพิจารณาคดีต่างๆยกเลิกไป เพราะเราทำหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความเป็นกลาง

นายสมชัยกล่าวอีกว่า การเจรจาที่จะเกิดขึ้น ต้องอยู่ในสายตาของประชาชน องค์กรอิสระจะมีหน้าที่สนับสนุนในเชิงนโยบาย ไม่ให้เกิดการรู้เห็นเป็นใจกันทางการเมือง หรือการทำให้ใครได้ผลัดกันครองอำนาจ เมื่อใดที่กระบวนการเจรจาเริ่มเข้าสู่การไกล่เกลี่ย เริ่มหาข้อสรุปได้ องค์กรอิสระก็จะประกาศถอนตัวจากวงเจรจาทันที เพราะเราได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว 

เมื่อถามว่าจากเงื่อนไขกลุ่มกปปส.ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี แล้วการเจรจาในครั้งนี้จะเป็นการกดดันนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า เรายังไม่ได้พูดถึงเนื้อหา ไม่ได้เป็นการกดดัน อีกทั้งยังไม่มีการพูดเรื่องนายกคนกลางหรือการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งแต่อย่างใด เราแค่สนใจในการสร้างกลไกในการเจรจาเท่านั้น ซึ่งอันดับแรกต้องหาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายให้ได้ก่อน ส่วนประเด็นในการออกแบบแนวทางการเจรจาและผลของการเจรจาเป็นเรื่องในอนาคตทั้งสิ้น และ 6 องค์กรอิสระก็ไม่ได้รับผิดชอบในส่วนนี้ แต่เป็นคนกลางที่จะเป็นผู้ออกแบบ สังเคราะห์ในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย 

"การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายปราณนาความสงบ ถ้าไม่เสนอรายชื่อมาก็ไม่จบ เท่ากับไม่สามารถหาคนกลางได้ ก็ไม่ต้องมีการเจรจา ทำสงครามกันต่อไป เราทอดบันได้ลงให้แล้วก็ต้องรู้จักใช้บันได ถ้าหากอยากจะชนช้าง ทำศึกยุทธหัตถี ทำประเทศชาติเสียหาย ดังนั้นใครที่ไม่ยอมเข้าร่วมการเจรจาก็ต้องรับผิดชอบ" นายสมชัยกล่าว 

นางผานิตกล่าวว่า องค์กรอิสระจะให้เวลารัฐบาลและกลุ่มกปปส.เสนอรายชื่อคนกลางภายในเวลา 7 วัน โดยที่ประชุมจะมอบหมายให้นายโอกาส เป็นผู้ประสานงานคาดว่าจะทำหนังสือส่งไปยังคู่ขัดแย้งได้ไม่เกินวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) เพื่อให้สถานกาณ์เกิดการคลี่คลายเร็วขึ้น 

เมื่อถามว่าหากหาคนกลางไม่ได้ต้องให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติมาเป็นตัวกลางหรือไม่ นางอมรา กล่าวว่า เราต้องมีความหวัง สังคมน่าจะมีคนที่สามารถหาทางออกให้ประเทศได้ เร็วเกินไปที่จะสมมติฐานว่าหาคนกลางไม่ได้ เพราะมันมีหลายขั้นตอนกว่าจะหาคำตอบได้แบบเบ็ดเสร็จ และทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนกลางเสนอ

จากขุนศึกสู่ทหารพระราชา จากทหารพระราชาสู่ตัวตลก (หลวง)



[หลังเหตุการณ์ พฤษภา 2535] ทหารได้หมดบทบาทในฐานะ “ขุนศึก” ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง ตั้งแต่ยุคของพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520 กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช. 2534-2535 
....
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมืองไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง


แต่ทหารพระราชาอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาขู่นปช. ล่าสุด ( (ชมคลิป) ผบ.ทบ. ลั่นไม่ให้เกียรติแกนนำ นปช. แนะคนไทยต้องตาสว่าง)


กลับไม่เป็นที่หวาดกลัว แต่กลับเป็นแค่ตัวตลก (หลวง) เท่านั้น

ooo
เรื่องเกี่ยวข้อง...

4 ทศวรรษ ผบ.ทบ. จากขุนศึกสู่ทหารพระราชา




ในหนังสือ เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ของผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์ ได้สรุปบทบาทของ กองทัพในการเมืองไทย ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ว่า “กองทัพถูกบังคับให้ยอมรับการตัดลงของงบประมาณและลดขนาดกองทัพลงอย่างจริงจัง สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน” 

ข้อสรุปดังกล่าวสะท้อนผ่านการตั้งผบ.ทบ. ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวชี้ความเป็นตาย ในทางการเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงความตกต่ำของกองทัพหลังพฤษภา 35 รูปธรรมหนึ่งคือการที่นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถตั้งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาโดยข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ (ภายใต้การสนับสนุนของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์)

การหมดบทบาทของทหารคือการหมดบทบาทในฐานะ “ขุนศึก” ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง ตั้งแต่ยุคของพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520 กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช. 2534-2535 

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงสำหรับ “อดีตขุนศึก” เมื่อการขึ้นมาของนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งนามทักษิณ ชินวัตร พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องพ้นจากตำแหน่งผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. ซึ่งก็คือสุสานทางการทหาร เพื่อหลีกทางให้พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้ให้พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้อง ของทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 (ซึ่ง ข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ เหมือนเช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผบ.ทบ. ขณะเดียวกันการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นองคมนตรี ภายหลังเกษียณ อายุราชการ ก็เป็นการโต้กลับของ เครือข่ายกษัตริย์ ด้วยเช่นกัน) 

แต่การขึ้นมาของพล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นช่วง “ขาลง” ของทักษิณ โดยเฉพาะปัญหา “ไฟใต้” ซึ่งปะทุขึ้นมาอีกรอบภายหลัง พล.อ. ชัยสิทธิ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพียง 3 เดือนกับอีก 4 วัน เมื่อถึงฤดูโยกย้ายทหารความพยายามของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์ นำมาสู่การผลักดันให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผบ.ทบ. เมื่อเกษียณอายุก็แทนที่ด้วย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 

เมื่อความชอบธรรม ทางการเมืองของทักษิณ สำหรับ “ชนชั้นกลางในเมือง” หมดลงภายหลังการขายหุ้นเทมาเซค ในเดือนมกราคม 2549 หนุนเสริมกับการออกบัตรเชิญให้รัฐประหารของ พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย กระบวนการตุลาการภิวัฒน์โดยศาลที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพรมหากษัตริย์ การเดินสายเพื่อเรียกร้องให้ทหารรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนโดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ส่งผลให้เกิดรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมืองไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สรุปมาอย่างชัดเจนในสปีชของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา ว่า 
..................
“รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง”
................

ตำแหน่งผบ.ทบ. ที่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวในการโยกย้าย กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บทบาทของทหารพระราชาเด่นชัดขึ้นอีกเมื่อการขึ้นมาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนธันวาคม 2551 ก็รับรู้กันว่า จัดตั้งในค่ายทหาร ภายใต้การอ้างว่า มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง 

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้หมดความชอบธรรมตั้งแต่ต้นก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ และเมื่อเกิดการล้อมปราบในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำลายความชอบธรรมลงไปอีก 

เมื่อถึงการเลือกตั้ง กรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทยอย่างอย่างขาดลอย

วิกฤตการเมืองกลับมาอีกครั้งในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2556 จากความพยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่ง จนนำมาสู่ม็อบนกหวีดและการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แต่ในระหว่างนี้นายสุเทพ เทออกสุบรรณ นั้นได้ต่อสายไปยังทหาร และผู้อยู่เบื้องหลังทหาร ให้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง 

สถานการณ์ข้างหน้าไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าทหารซึ่งมิใช่ “ขุนศึก” ที่มีมาแต่เดิม แต่กลายเป็น “ทหารของพระราชา” ออกมารัฐประหารอีกครั้ง และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ครั้งนี้ข้อสรุปจะไม่หยุดที่ว่า “สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน” แต่หมายถีงผู้อยู่เบื้องหลังทหารด้วยเช่นกัน

มาดูรถไฟเอธิโอเปียซะ


Posted: 15 Mar 2014 07:55 PM PDT

ณหทัย ตัญญะ
แปลและเรียบเรียงจาก Ethiopia: New railway project to link Addis Ababa with Djibouti

 (African Research Online) - การเชื่อมทางรถไฟเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ เป็นขั้นตอนล่าสุดของแผนเพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตและการปฏิรูปของประเทศเอธิโอเปีย

      ฝูงอูฐซึ่งแทนที่จะเป็นหัวรถจักร กลับมาเดินเพ่นพ่านอยู่บนรางรถไฟในทะเลทรายซึ่งห่างไกลจากความเจริญแห่งนี้ เป็นเรื่องเล่าจากการสำรวจของนักผจญภัยชาวฝรั่งเศสสองคนคือ คุณอาร์เธอร์ รัมบูล (Arthur Rimbaud) กับ คุณอองรี เดอ มองไฟด์ (Henry de Monfreid) เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20

      รางรถไฟเดิมที่ชาวฝรั่งเศสได้สร้างขึ้นมาด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงของประเทศเอธิโอเปียคือ กรุงแอดดิสอาบาบา (Addis Ababa) ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลไปสู่เมืองท่าชายฝั่งทะเลแดงของประเทศจิบูตี (Djibouti) นั้น ปัจจุบันได้ถูกแทนที่เรียบร้อยแล้ว โดยรางรถไฟไฟฟ้าที่ประเทศจีนเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นโครงการที่กล้าหาญ ในการแสวงหาแนวทางเพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าด้านพาณิชย์ออกไปสู่นานาอารยะประเทศของประเทศเอธิโอเปีย

      โครงการใหม่นี้ยังเป็นการแสดงถึงสัญญลักษณ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศเอธิโอเปียอีกด้วย

      "ในเวลานี้คุณก็เห็นแล้วว่า การเสี่ยงเพื่อโอกาส ได้ถูกโยนออกไปแล้ว ผลประโยชน์ของประเทศจีน ประเทศอินเดีย (และ) ประเทศตุรกีนั้น ได้เข้ามาแทนที่แล้วในขณะนี้.... เวลาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป" กล่าวโดยคุณฮิวส์ ฟองเธน (Hugues Fontaine) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ Un Train en Afrique หรือแปลว่า รถไฟของแอฟริกา ที่เพิ่งจะตีพิมพ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การรถไฟของประเทศเอธิโอเปีย

      แท้จริงแล้ว ประเทศเอธิโอเปียได้โยนความเสี่ยงไปทางทิศตะวันออก - โดยพยายามหานักลงทุน เพื่อที่จะช่วยให้แผนการเจริญเติบโตและการปฏิรูป (grandiose Growth and Transformation Plan หรือ GTP) อย่างยิ่งใหญ่ประสบผลสำเร็จให้ได้ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสามารถเข้าเป็นประเทศที่มีสถานะระดับรายได้ปานกลาง (Middle Income Status) ให้ได้ ภายในปี พ.ศ. 2568 (อีกประมาณ 11 ปีข้างหน้า)

      การก่อสร้างทางรถไฟนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อการเจริญเติบโตและการปฏิรูปประเทศ: เป็นซีรี่ย์ของการสร้างทางเดินรถไฟสายใหม่ทั้งหมด 8 สาย ด้วยระยะทางรวมถึง 4,744 กิโลเมตร (2,948 ไมล์) ซึ่งเป็นการสร้างซีรี่ย์ของเส้นทางหลักๆไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศเคนย่า (Kenya), ประเทศซูดานใต้ (South Sudan), ประเทศซูดาน (Sudan) และ – ที่สำคัญมากที่สุด - คือไปยังท่าเรือของประเทศจิบูตี (Djibouti) ให้สำเร็จ

      บริษัทก่อสร้างของประเทศจีนสองบริษัทได้รับสัญญาว่าจ้างเพื่อการสร้างทางรถไฟ ที่มีราคาทั้งสิ้น 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 92,400 ล้านบาทไทย เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกรุงแอดดิสอาบาบากับพรมแดนของประเทศจิบูตีให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2559 และบริษัทของประเทศตุรกี และของประเทศบราซิลได้ถูกกำหนดให้ทำการก่อสร้างส่วนอื่นๆ ของเครือข่ายทางรถไฟทั่วทั้งประเทศ

      “เราทำงานกันทั้งวันทั้งคืนเลย” กล่าวโดยคุณแซกกาเรีย เจมาล (Zacharia Jemal) ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการที่ทำงานให้กับบริษัทการรถไฟแห่งประเทศเอธิโอเปีย (Ethiopian Railways Corporation)

      คุณแซกกาเรีย กล่าวว่า โครงการนี้ สามารถสร้างงานให้กับประชาชนในท้องถิ่นจำนวน 5,000 ตำแหน่ง ทำให้ประเทศเอธิโอเปียสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์หลักของประเทศเช่น เมล็ดกาแฟ และเมล็ดงา (Sesame) อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสให้กับพนักงานของประเทศเอธิโอเปียได้รับการฝึกอบรมโดยวิศวกรของ บริษัทวิศวกรรมโยธาการก่อสร้างของประเทศจีน (Chinese Civil Engineering Construction Corporation) อีกด้วย

      บริษัทนี้ เป็นบริษัทที่สร้างทางรถไฟจากเมือง เมอิโซ่ (Mieso)ไปสู่แนวเขตแดนของประเทศจิบูตี้ ด้วยต้นทุนทั้งหมด $1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (39,600 ล้านบาท) ซึ่ง 70% ของเงินจำนวนนี้ได้รับการกู้ยืมจากธนาคารการส่งออก-และการนำเข้าของประเทศจีน (Export-Import Bank of China) และอีก 30% ได้รับจากรัฐบาลของประเทศเอธิโอเปียเอง

      บริษัทของประเทศจีนอีกบริษัทหนึ่งจะเป็นผู้สร้างรางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อระหว่างกรุงแอดดิสอาบาบา กับเมือง เมอีโซ่

      รถไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้จะผลักดันให้ประเทศเอธิโอเปียเข้าสู่ยุคใหม่ของการขนส่งทางรถไฟ มันจะเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ของประเทศทางฝั่งอัฟริกาตะวันออก ซึ่งวิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเรื่องง่ายและประหยัดในการบำรุงรักษา และจะเป็นการเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลแทน รวมไปถึงการพึ่งพาการใช้พลังน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนซึ่งสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ

      มันยังเป็นแหล่งของความภาคภูมิใจของพนักงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องในการเสริมสร้างการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจทางอุตสาหกรรมของประเทศเอธิโอเปียอีกด้วย


000
ความคิดเห็นของผู้แปล:

      ผู้แปลได้เคยแปลบทความเกี่ยวกับประเทศเอธิโอเปียเรื่องหนึ่งเมื่อปีที่แล้วซึ่งได้นำมาลงไว้ในเว็บของไทยอีนิวส์ ชื่อว่า การเดินทางของประเทศเอธิโอเปียจากความยากจนไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง จึงขอเสริมด้วยบทความนี้

      ประเทศเอธิโอเปีย มีประชากรอยู่เกือบ 94 ล้านคน ส่วน GDP อยู่ที่ $513 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ซึ่งมีประชากรเกือบ 67 ล้านคน และ GDP อยู่ที่ $6,572 แต่ประเทศเอธิโอเปียสร้างความหวังในการพัฒนาประเทศด้วยการสร้างรถไฟไฟฟ้าเพื่อขนส่งสินค้าออกไปสู่ท่าเรือ ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศ ประเทศเอธิโอเปียสร้างความหวังไว้ว่า ในเวลา 11 ปีข้างหน้าฐานะของประชาชนในประเทศโดยเฉลี่ยจะเข้าสู่รายได้ระดับกลาง

      ประเทศเอธิโอเปียซึ่งเราคิดว่า เป็นประเทศที่ยากจนมากๆ จนเกือบมองไม่เห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้นั้น กลับสามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นมา จากการเป็นผู้นำแนวคิดในการพัฒนาประเทศ ด้วยการลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐานที่นำสมัยเข้ามาสู่ภาคพื้นอัฟริกาตะวันออก ผู้นำประเทศเล็งเห็นการไกลว่า รายได้ที่เข้ามาจากการส่งสินค้าออกนั้นจะสามารถจ่ายหนี้สินที่สร้างรางรถไฟ รวมถึงการใช้พลังงานน้ำที่ผลิตได้ภายในประเทศ

      รถไฟไฟฟ้าความเร็วสูง (High-Speed Electric Train) นั้น ต่างจากรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศไทยต้องการ (High-Speed Rail System) แต่สามารถให้ความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้สามารถสร้างประสิทธิภาพได้สูงกว่ารถไฟจักรกลดีเซลได้หลายเท่าตัว และเมื่อระบบต่างๆได้รับการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์นั้น การ upgrade / update และการบำรุงรักษาย่อมทำได้ง่าย

      พื้นที่ของประเทศเอธิโอเปียส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายแต่ก็สามารถสร้างรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูงขึ้นมาได้ และจากบล็อกที่อ่านก็บอกว่าภายในอีก 2 ปี ประเทศเอธิโอเปียก็จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว

      แต่ความคิดของผู้มีอำนาจบางกลุ่มในประเทศแห่งหนึ่งทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องการสร้างถนนลูกรังให้เสร็จก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า การสูญเสียโอกาสครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รวมไปถึง ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่มีราคาสูงขึ้นๆ ในทุกๆ ปี ยังไม่รวมไปถึงค่าเสียโอกาสที่ควรได้เมื่อการก่อสร้างสำเร็จแล้ว

      ถ้าเราเปรียบเทียบโอกาสของประเทศของเรากับประเทศเอธิโอเปียในขณะนี้ เรายังยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ แต่ใครจะรู้ว่าอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ผู้นำ นักวิชาการ นักธุรกิจของประเทศของเรา อาจต้องไปขอศึกษาดูงานจากประเทศเอธิโอเปียเพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศ!

      ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Ethiopia: New railway project to link Addis Ababa with Djibouti 

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

Akanat "six degrees" Promphan BY DEREK MILBURN - 15 MARCH 2014

 

วันเสาร์, มีนาคม 15, 2557

จับตอแหล ประวัติการศึกษา เอกนัฏ


มนุษย์ที่มีปริญญาเยอะๆ เกิน 4 - 5 ใบ ขึ้นไปนี่ต้องระวังกันดีๆนะครัช 5555 ... มนุษย์เราปกติเรียนกันอย่างมากก็ 3 ใบ ตรี โท เอก นี่ก็ถือว่าเยอะแล้ว

Derek Milburn ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท (Master's degree) เพื่อนร่วมสถาบัน Oxford ของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลูกเลี้ยงอิเมือก ... ออกมาเขียนแฉความตอแหลของ เอกนัฏ ที่อ้างประวัติการศึกษาตัวเองลงใน website อย่างเป็นทางการของรัฐสภาไทย ให้ดูเหมือนว่าตัวเองมี 6 ปริญญา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่

ที่ เอกนัฏ อ้างในประวัติตัวเองใน web รัฐสภา

B.A., Honors (Business Administration), University of Oxford, United Kingdom
B.Sc., Honors (Engineer), University of Oxford, United Kingdom
B.A., Honors (Economics), University of Oxford, United Kingdom
M.B.A., Honors (Business Administration), University of Oxford, United Kingdom
M.Sc., Honors (Engineer), University of Oxford, United Kingdom
M.Phil. Honors (Economics), University of Oxford, United Kingdom

แต่ความจริงที่ Derek Milburn อธิบาย คือ

1. Oxford ไม่มีปริญญาตรีสาขา Business Administration มีแต่ปริญญาโท MBA (Master of Business Administration)

2. Oxford มีปริญญาตรีสาขา Economics and Management แต่ไม่มีสาขา Economics โดยตรง

3. Oxford ไม่มีปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขา Engineering 

ความจริงเอกนัฏ ได้ degree เดียวจาก Oxford คือ หลักสูตร undergraduate course สี่ปี ที่เรียกว่า EEM (Engineering, Economics and Management) ... แต่แทนที่เอกนัฏ จะอ้าง degree เดียวตามความจริงกลับแยกร่างปริญญาออกมาให้ดูเหมือนมีถึง 6 ใบ

Derek Milburn บอกว่าพฤติกรรมนี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของความรู้สึกไม่มั่นคงในสถานะทางสังคมของตัวเอง ของบรรดาสลิ่มเสื้อเหลืองทั้งหลาย ที่ปรับตัวปรับใจไม่ทันกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่ชาวบ้านจบ ป.6 ม.3 มีฐานะทางสังคม เศรษฐกิจใกล้เคียงกับคนพวกนี้มากขึ้น ... เลยต้องใช้การศึกษา (ยิ่งปริญญา 5-6-7 ใบยิ่งดี) คอยมากด มาข่ม ชาวบ้านเหล่านั้นต่อไป




ooo


BY DEREK MILBURN – 15 MARCH 2014


British readers of New Mandala may have come across the fiendishly intelligent Conservative politician, David “Two Brains” Willetts. Now Thailand would seem to have its own version, in the shape of Akanat “Six Degrees” Promphan, Suthep Thaugsuban’s stepson and spokesperson. While Willetts may have a justifiable claim to his epithet, Akanat appears to have seriously overreached himself.

The following comes from Akanat’s official entry in theBiographical Data of the House of Representatives.

EDUCATION
  • B.A., Honors (Business Administration), University of Oxford, United Kingdom
  • B.Sc., Honors (Engineer), University of Oxford, United Kingdom
  • B.A., Honors (Economics), University of Oxford, United Kingdom
  • M.B.A., Honors (Business Administration), University of Oxford, United Kingdom
  • M.Sc., Honors (Engineer), University of Oxford, United Kingdom
  • M.Phil. Honors (Economics), University of Oxford, United Kingdom
Even without having access to Akanat’s degree results, there are several serious problems with his claims here.

1. Oxford University doesn’t offer a BA in Business Administration, only an MBA.
2. Oxford University offers a BA in Economics and Management, but not straight Economics.
3. Oxford University doesn’t offer a BSc in Engineering.

Oxford University does, however, offer a combined undergraduate course in Engineering, Economics and Management which, being a four-year course, results in an MEng (Master of Engineering). This, we can surmise, is what Akanat actually earned, an undergraduate master’s degree in EEM, as it’s known. And, indeed, in 2009 we were told in a feature interview with him in The Nation that he had one master’s degree in Engineering, Economics and Management.

For the House of Representatives’ Biographical Data however, Akanat, instead of one undergraduate degree, has laid claim to a grand total of six quite different degrees, including three highly prestigious postgraduate degrees. Why would someone—whether Akanat himself or a member of his staff —invent such an extravagant and implausible roll of honours, when Akanat already has a perfectly serviceable Oxford degree?

It would seem to be another example of the deep status insecurity that drives the Yellow side in Thai politics. At a time when the old social order that has served them so well is under challenge, members of the Yellow camp are desperate to find ways to assert their superiority and thus to justify their right to lord it over their presumed social inferiors. The ironic result of such blatant exaggeration of credentials and achievements is to make their claims to superiority look quite hollow, while at the same time emphasizing the many degrees of separation that lie between them and the ordinary people of Thailand whom they should be seeking to represent.

Derek Milburn has one master’s degree from Oxford University.

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

คุก 249 ปี ! โจนาธาน ดูดี้ คดีฆ่าพระไทยที่ฟีนิกซ์

 

 http://www.alittlebuddha.com/

 

 


 

คุก 249 ปี !

 

โจนาธาน ดูดี้ คดีฆ่าพระไทยที่ฟีนิกซ์

 

 

 

 

 

 

 

ผู้ต้องหาคดีสังหารหมู่ 9 ศพ รวมทั้งพระสงฆ์ 6 รูป ที่วัดไทยในรัฐแอริโซนา ถูกศาลตัดสินจำคุก 249 ปี

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากเมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่า ศาลตัดสินจำคุก 249 ปี นายโจนาธาน ดูดี้ ผู้ต้องหาวัย 39 ปี ตามความผิดที่เขาได้ก่อไว้ในคดีสังหารหมู่ 9 ศพ วัดพรหมคุณาราม ซึ่งเป็นคดีที่สามแล้วที่เขาถูกศาลตัดสินลงโทษ

 

นายโจนาธาน ดูดี้ เป็นหนึ่งในสองของผู้ต้องหาในคดีปล้นชิงทรัพย์และฆาตกรรมที่วัดพรหมคุณาราม วัดไทยที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองฟินิกซ์รัฐแอริโซนา เหตุเกิดเมื่อเดือน ส.ค.2534 ถือเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่มีชื่อเสียงอย่างมากของรัฐแอริโซนา

 

พระสงฆ์ 6 รูป แม่ชี 1 คน และลูกศิษย์วัดอีก 2 คน เสียชีวิตในเหตุปล้นชิงทรัพย์และฆาตกรรม ในลักษณะถูกยิงเข้าที่ศีรษะด้านหลัง สภาพศพนอนคว่ำหน้าเรียงเป็นรูปวงกลม

 

 

แต่ นายโจนาธาน ดูดี้ ยืนกรานว่า ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่เพื่อนของเขาถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และยังให้การปรักปรำว่า คดีนี้เป็นแผนการของนายโจนาธาน ดูดี้

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์

15 มีนาคม 2557


 

 

 

ทูลเชิญ "โป๊ป" เยือนรัฐสภา

แสดงปาฐกถาให้ ส.ส.อเมริกันฟัง

 

 

 

 

 

 

สภามะกันเชิญโป๊ปแสดงพระดำรัส

 

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายจอห์น เบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาจากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมาว่า สหรัฐอเมริกาได้ส่งคำเชิญไปยังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ให้พระองค์ทรงแสดงพระดำรัสต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระองค์พยายามช่วยเหลือคนยากจนและแก้ปัญหาความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา อย่างไรก็ตามคำเชิญดังกล่าวยังไม่มีการระบุวันเวลาที่แน่ชัด ขณะที่ทางการนครรัฐวาติกันก็ยังไม่มีการตอบรับคำเชิญดังกล่าว ทั้งนี้หากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีในการดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาในวันเดียวกันนี้ ตอบรับคำเชิญ พระองค์จะเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่ได้แสดงพระดำรัสในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 

ที่มา : มติชน

15 มีนาคม 2557


วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ปลดล็อก หาทางออก 4 มีนาฯ เปิดสภาไม่ได้

 

ปลดล็อก หาทางออก 4 มีนาฯ เปิดสภาไม่ได้

วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:14:57 น.





หมายเหตุ
 - นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และนายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา ให้ความเห็นกรณีรัฐธรรมนูญมาตรา 127 กำหนดให้ต้องเปิดสภาภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง จะครบกำหนดในวันที่ 4 มีนาคมนี้

 

 

เอกชัย ไชยนุวัติ

ตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภา และมีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พรรคการเมือง กกต. และพรรคเพื่อไทยก็รับทราบอยู่แล้วว่าวันที่ 4 มีนาคม จะไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ เนื่องจากมีปัญหาไม่สามารถสมัครได้ใน 28 เขต กับ 8 จังหวัด เป็นไปตามมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญ 

ยังยืนยันแนวคิดว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อยุบสภาไปแล้วรัฐบาลที่ยุบสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ประชาชนเลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป มีระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งให้ครบ ส่วน

รัฐบาลรักษาการจะต้องทำหน้าที่ต่อไปถึงแม้จะเปิดประชุมสภาไม่ได้ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา รัฐบาลรักษาการจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต. ตามมาตรา 181 เช่นกัน การมองแบบนี้ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ในทางกฎหมาย เรียกว่าหลักความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ จะต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 

แน่นอนว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องการเปิดสภาอยู่แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของ กกต. มีประเด็นต้องส่งความคิดเห็นกรณี 28 เขต กับ 8 จังหวัดไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะเดินหน้าการเลือกตั้งต่อไปอย่างไร ถ้าศาลตีความว่าให้ออก พ.ร.ฎ.ใหม่เฉพาะ 28 เขต กับ 8 จังหวัดได้ แต่ก็จะไปขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ระบุว่า วันเลือกตั้งจะต้องเป็นวันเดียวทั้งประเทศ กรณีนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มองว่าศาลไม่สามารถตีความว่าประชุมสภาไม่ได้ รัฐบาลจะต้องพ้นสภาพรักษาการแทน เพราะการเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้น หากมองแบบนั้นก็เหมือนว่าเป็นความผิดของรัฐบาล ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้ครบและเปิดประชุมสภาได้ อีกทั้งอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งไม่ใช่ของรัฐบาล หากตีความแบบนี้ต่อไปถ้า กกต.ไม่จัดการเลือกตั้งก็สามารถล้มรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ต้องการได้ โดยไม่จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 30 วัน

 

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์พิเศษ เห็นอยู่ว่าเกิดสภาวการณ์ที่กลไกในการเลือกตั้งติดขัด มีปัญหาอยู่ ก่อนหน้านี้มีเรื่องของการชุมนุมประท้วง แล้วก็เรื่อง 28 เขตที่ไม่สามารถทำการรับสมัครได้ เป็นข้อยกเว้น ถ้าจะเอามาตรา 127 มาตีความในเชิงทำให้บ้านเมืองหรือกลไกเชิงรัฐสภาเดินต่อไปไม่ได้ หรือทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง คงไม่ใช่การตีความที่ถูกต้องตามหลักรัฐธรรมนูญ

การตีความตามหลักรัฐธรรมนูญต้องตีความให้ประเทศเดินต่อไปได้ มาตรา 127 อาจจะยังไม่ใช้กับกรณีนี้ เท่าที่ฟังจากข้อโต้แย้งของหลายๆ ท่านพยายามจะบอกว่า มาตรา 127 กำหนดไว้ภายใน 30 วัน ถ้าไม่ครบภายใน 30 วันอาจส่งผลต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล 

ถ้าเป็นการตีความโดยดูในเชิงหลักรัฐธรรมนูญ มองว่าตรงนี้เป็นความจำเป็น เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดสภาวะแบบนี้มาก่อน ถ้าเราตีความแล้วส่งผลให้รัฐบาลรักษาการตอนนี้ต้องพ้นไป ปัญหาคือแล้วใครจะเข้ามาแทน การตีความแบบนี้ลักษณะของการตีความ รังแต่จะก่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมือง การตีความแบบนี้ เป็นการตีความทำให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ต่อไม่ได้ ในเชิงหลักการสะท้อนให้เห็นว่าการตีความแบบนี้เป็นการตีความผิด ยังไงก็แล้วแต่ รัฐบาลรักษาการยังคงต้องรักษาการไป จนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามา 

เจตจำนงหรือหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญคือ ในมาตรา 181 บอกไว้ว่า หลังจากการประกาศยุบสภาไปแล้ว ให้มีรัฐบาลรักษาการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ฉะนั้น จนปัจจุบันเมื่อยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่นี้ จึงไม่สามารถตีความให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งไปได้ เพราะเป็นการขัดกับหลักการและขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะในเชิงหลักรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศ ต้องการให้รัฐบาลรักษาการ รักษาการต่อไป คือมีลักษณะของการบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องไม่สะดุด แต่เรื่องของการใช้อำนาจ อาจมีอำนาจน้อยกว่ารัฐบาลปกติก็ตามที แต่ก็ต้องเร่งให้มีการเลือกตั้งให้เสร็จโดยเร็ว และมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ฉะนั้น ถ้าจะไปตีความให้เขาออกจากตำแหน่ง อาจเป็นการตีความที่ขัดแย้งกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

มาตรา 127 อาจใช้ไม่ได้ ถ้าตีความเคร่งครัดแบบนั้น ต้องไปดูตามมาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญ บอกไว้ว่า ส.ส.ต้องมีกี่คน แต่มีกรอบของเวลาอยู่ว่าถ้า ส.ส.ได้จำนวนไม่ถึงเท่าไหร่ เปิดสภาไม่ได้ มีกรอบของเวลาอยู่ 180 วัน ให้เร่งทำการเลือกตั้งและให้ได้มาซึ่งสมาชิกโดยตรง ต้องไปดูกรอบใหญ่ด้วย ว่าตอนนี้ทำได้เลย คือเราจะมีการเลือกตั้ง ส.ว.ในวันที่ 30 มีนาคม ถ้ามองในเชิงกรอบ ยังอยู่ใน 180 วันด้วย ทำการเลือกตั้งทีเดียวให้เรียบร้อย แล้วก็จัดการเปิดสภาไป ตรงนี้ต้องเป็นข้อยกเว้นไม่มีเหตุให้ใช้มาตรา 7 ได้

ตอนนี้หลายคนเข้าใจ มาตรา 7 ผิด มาตรา 7 คือเรื่องของกรณีถ้าไม่มีบทบัญญัติทางรัฐธรรมนูญเอาไว้เลย มาตรา 7 เป็นมาตราที่เข้าไปอุดช่องว่าง มาตรา 7 ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าสุดท้ายต้องใช้จริง มาตรา 7 ต้องกลับไปใช้เรื่องของการเลือกตั้ง เพราะว่ามาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ถ้าสมมุติไม่มีบทบัญญัติทางรัฐธรรมนูญ ให้ไปวินิจฉัยตามประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายความว่าถ้าตัวลายลักษณ์อักษรรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้มีการเขียนไว้ในเรื่องที่กำลังประสบเจอในปัจุจบัน ให้ไปดูว่าตามประเพณีทั่วๆ ไปของประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ว่าเขาทำกันยังไง ตามระบอบประชาธิปไตยต้องกลับไปเลือกตั้งอยู่ดี ฉะนั้น ต่อให้ใช้มาตรา 7 ก็ต้องกลับมาเลือกตั้งอยู่ดี 

การตีความรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และหลักการ สุดท้ายก็คือการกลับไปหาหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

 


อุกฤษ มงคลนาวิน

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่ากรณีที่ยุบสภาแล้วรัฐบาลจะต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ เป็นประเด็นสำคัญ และเมื่อครบ 30 วันแล้วไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ เพราะเหตุว่า กกต.ไม่สามารถดำเนินการให้มี ส.ส.ให้ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ กกต.ก็จะต้องดำเนินการต่อไปให้ครบภายใน 180 วัน รัฐธรรมนูญให้เวลาเอาไว้

ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีบทกฎหมายใดที่จะให้ประเทศเราว่างรัฐบาลถ้าเปิดสภาไม่ได้ ดังนั้น ถ้าครบกำหนด 30 วันแล้วยังเปิดสภาไม่ได้ รัฐบาลก็จะต้องรักษาการแทนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ส.จะครบแล้วเปิดประชุมสภาได้ ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความนั้น ให้รัฐบาลรักษาการพ้นจากตำแหน่งนั้น ต้องถามก่อนว่าใครจะร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยอาศัยอำนาจอะไรในการร้อง อยู่ๆศาลจะตีความเองไม่ได้ และถ้าจะร้องควรจะต้องร้อง กกต.ว่าจะจัดการอย่างไรให้มีการเลือกตั้งให้ครบ กกต.จะต้องเป็นฝ่ายแก้ปัญหาถ้าจะมีความผิดก็อยู่ที่ กกต. ไม่ใช่รัฐบาล และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดให้รัฐบาลรักษาการแทนพ้นจากตำแหน่งให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง แล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 นั้นเกิดขึ้นไม่ได้

ถ้าจะมีการตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแทน คนคนนั้นจะต้องเป็น ส.ส. ตั้งคนนอกไม่ได้ นอกจากจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง

 


นิคม ไวยรัชพานิช

ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าวันที่ 4 มีนาคม จะไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 127 ได้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ยอมประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ดังนั้น เท่ากับว่าเมื่อไม่มี ส.ส.ก็ไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้แน่นอน มองว่า กกต.ควรเร่งดำเนินการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตเลือกตั้งและจังหวัดที่ไม่มีปัญหาโดยเร็ว เพื่อให้มี ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ ถ้าหากล่าช้าออกไปแล้วก็จะส่งผลทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น กกต.ควรรีบดำเนินการให้กระบวนการเลือกตั้งแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้

การประชุมสภาสามารถเกิดขึ้นได้มีเพียงกรณีเดียว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 สามารถเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง หรือพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยในช่วงเดือนมีนาคม นายใจเด็ด พรไชยา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องพ้นวาระลงเนื่องจากอายุครบ 70 ปี ดังนั้น ทางวุฒิสภาก็ต้องดำเนินการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่

 

 

.............

 

(ที่มา:มติชนรายวัน 3 มี.ค. 2557)

อื้อฮือ!! เจ้าหน้าที่"กกต."1,144 คน เข้าข่ายคดีผิดกม.เลือกตั้ง ศรส.เผยมีโทษหนัก

 

อื้อฮือ!! เจ้าหน้าที่"กกต."1,144 คน เข้าข่ายคดีผิดกม.เลือกตั้ง ศรส.เผยมีโทษหนัก

วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:38:23 น.

 
ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ 4 มีนาคมว่า ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังนี้ 


1) คดีขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น190 คดี แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานคร กระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 51 คดี และคดีที่ กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 139 คดี


2) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 174 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 63 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน 111 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 364 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น 155 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 65 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,144 คน ซึ่งโทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง


อนึ่ง ศรส.ยังได้รับรายงานอีกด้วยว่า พนักงานสอบสวนของจังหวัดสตูล กับจังหวัดพัทลุง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีขัดขวางการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ 2 จังหวัด ซึ่งมีการกล่าวโทษร้องทุกข์คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ 5 เสือ กกต. ว่า มีส่วนละเว้นการปฏิบัติ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อันเป็นความผิดตามกฎหมาย


ศรส. ขอเรียนว่า จากการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ส่งผลให้การเลือกตั้งทดแทนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และระยอง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่ง ศรส. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยไม่มีกลุ่ม กปปส. ไปกระทำการขัดขวางการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

′ป.ป.ช.′ เล็ง ถอดคลิป รมต.ปราศรัยเวทีแดง-โคราช มัดสั่งเสื้อแดงปิดล้อมป.ป.ช. เล็งฟัน ม.157

 

′ป.ป.ช.′ เล็ง ถอดคลิป รมต.ปราศรัยเวทีแดง-โคราช มัดสั่งเสื้อแดงปิดล้อมป.ป.ช. เล็งฟัน ม.157

วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:11:43 น.


แฟ้มภาพ
 




′ป.ป.ช.′ เล็ง ถอดคลิป รมต.ปราศรัยเวทีแดง-โคราช มัดสั่งเสื้อแดง

ปิดล้อมป.ป.ช. เล็ง ฟัน 157 เผยร้องกองปราบฟ้องแกนแดงนปช.-กวป. 

กราวรูดทั้งจำ-ปรับ ฐานข่มขู่แล้ว 


เมื่อเวลา 10.00 น. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีสืบเนื่องจากตามที่ประธานวุฒิสภา ให้ส่งคำร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คดีที่คณะกรรมการไต่สวน (องค์คณะกรรมการป.ป.ช.ไต่สวนทั้งคณะ) แจ้งข้อกล่าวหามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุควรสงสัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว โดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่นั้น และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์คณะไต่สวนได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ให้มีหนังสือเรียกน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบตามระเบียบไต่สวนการทุจริตเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 14.00 น. 

 

 

ปรากฏว่า กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาชน (กวป.) นำโดย นายชาญ  ไชยยะ รองประธาน กวป. นายสมศักดิ์ ล้อเพชรรุ่งเรือง เลขาธิการ กวป. นายศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษก กวป. พร้อมมวลชนประมาณ 200  คน รวมตัวกันปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้โซ่คล้องพร้อมล็อกกุญแจห้ามรถและเจ้าหน้าที่เข้า-ออกเด็ดขาด มีการเตรียมการเทปูนกีดขวางประตู และปีนรั้วเข้ามาภายในสำนักงาน ป.ป.ช. อันถือว่าเป็นความผิดฐานบุกรุก และปิดถนนการจราจรฝั่งด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. ช่องทางขาออกมุ่งหน้าถนนติวานนท์ พร้อมตั้งเวทีปราศรัยโดยมีการปักหลักค้างคืน ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2557 เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. ยุติการไต่สวนคดีทุจริตการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และปราศรัยว่าการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีสองมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับการไต่สวนโครงการระบายข้าวสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี


ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าวใน 2 ประเด็นคือ 

1. รักษาการนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทนายความมารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ

โครงการรับจำนำข้าว ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายให้ทนายความมารับทราบข้อกล่าวหา 

และยินดีให้ความร่วมมือโดย สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหากับทางทนายความ

เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 14.00 น. ณ เทศบาลนครนนทบุรี 

และให้นำข้อกล่าวหาไปมอบให้รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งในคดีการถอดถอน

และคดีอาญาดังกล่าวมีขั้นตอนชัดเจน และให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่จะให้ผู้ถูกกล่าวหาที่

มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว สามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ภายใน 15 วัน 

ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 14 มีนาคม 2557 และในการชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ทำได้

ทั้งการเดินทางมาด้วยตัวเองก็จะเป็นประโยชน์ในการแถลงชี้แจงเพิ่มเติมได้อีก 

หรือจะส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรก็สามารถทำได้ ตามขั้นตอนของกฎหมาย 

หลังจากยื่นพยานหลักฐานมาเรียบร้อยแล้ว สำนักงาน ป.ป.ช. จะพิจารณาว่าจะไต่สวน

พยานเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ เพื่อลงมติชี้มูลต่อไป ขอเรียนว่า สำนักงาน ป.ป.ช.

ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยมีอคติในการทำงาน และไม่มีธงในการทำงานแต่อย่างใด


2. กรณีผู้ชุมนุมกลุ่มกวป. ปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. นั้น

 

2.1 ตามที่แกนนำกลุ่มกวป. ที่นำมวลชนมาชุมนุมปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. 

และปักหลักชุมนุมค้างคืน พร้อมทั้งตั้งเวทีบนถนนบริเวณด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. 

ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 – 1 มีนาคม 2557  และได้มีการกระทำที่

เป็นการละเมิดต่อกฎหมายชัดเจน เช่น กรณีใช้โซ่ล่ามและล็อกกุญแจประตู 

เตรียมเทปูนกีดขวางประตู หรือปีนรั้วเข้ามาภายในสำนักงานถือว่าเป็นความผิดฐานบุกรุก 

ซึ่งเป็นเรื่องการข่มขู่ไม่ให้สำนักงาน ป.ป.ช.ทำงาน ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย 

แต่ก็มีการเจรจากับทางผู้ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา และทางสำนักงาน ป.ป.ช.

กำลังเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะแจ้งความดำเนินคดีต่อไป


ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความไปแล้วจนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 

ศาลได้มีการออกหมายจับ 5 แกนนำ ที่บุกรุกเข้ามาในบริเวณสำนักงาน ป.ป.ช. 

เพื่อให้ยุติการไต่สวนคดีทุจริตรับจำนำข้าว   โดยการปีนรั้วด้านหน้าของสำนักงาน ป.ป.ช. 

และมีการใช้ค้อนทุบทำลายกุญแจและโซ่ที่ล็อกประตูรั้วด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. 

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ได้แก่ 

1. นายศรรักษ์ มาลัยทองหรือนายมาลัยรักษ์ ทองชัย 

2. นายผัน โพธิ์ทอง 

3. นายวรัญชัย โชคชนะ 

4. นายกองพล นาวา 

5. นายชาญ ไชยยะ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการชุมนุมในครั้งนี้ก็ได้มีการละเมิดต่อกฎหมายชัดเจน

อีกเช่นเดิม ขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อที่

จะแจ้งความดำเนินคดีต่อไป


2.2 สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังพิจารณาว่าการปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. 

เป็นการทำตามคำสั่งของรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจในรัฐบาลหรือไม่ 

เพราะมีหลักฐานเป็นคลิปการปราศรัยที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 

ที่มีรัฐมนตรีและคนในรัฐบาลสั่งการในลักษณะให้มีการเคลื่อนไหวกดดันองค์กรอิสระ 

และศาล  ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้สั่งการ 

ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 

มาตรา 123/1  ดังนั้น หากมีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องถึงผู้ใดก็จะสอบขยายผลต่อไป


2.3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ชุมนุมของกลุ่ม กวป. และ นปช. นนทบุรี 

ที่ปิดล้อมมาปิดล้อม สำนักงาน ป.ป.ช. ให้หญิงประมาณ 5 คน ปีนรั้วเข้าไป

ในเขตสำนักงาน ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ 2 คน   คือ 

นางเอสีห์ เอี่ยมภัทรนนท์ และ นางเพ็ญศรี เจริญเณรรักษา 

พร้อมทั้งแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ลาดโตนด จังหวัดนนทบุรี 

ซึ่งต่อมาแกนนำมาประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน


2.4 จากการประชุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ณ เวทีที่อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ สนามกีฬา

เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้ชื่อ นปช. ลั่นกลองรบ 

ซึ่งมีแกนนำคือ นายรัตน์ ภู่กลาง จากจังหวัดตรัง ขึ้นเวทีปราศรัย     

โดยกล่าวพาดพิงถึงการทำงานและข่มขู่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ 

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. เข้าไปดำเนินการ

ร้องทุกข์กล่าวโทษแก่บุคคลดังกล่าวกับกองบังคับการปราบปรามแล้วเมื่อ

วันที่ 3 มีนาคม 2557 เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำ ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 139 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ 

หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง

ประทุษร้าย ย่อมมีความผิดและถูกลงโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี 

หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393913447&grpid=00&catid=01&subcatid=0100

เรื่องราวของคนงานเก็บเบอร์รี่ กับการเปิดโปงขบวนการค้าแรงงานข้ามชาติ (ตอนที่ 2)

วันอังคาร, มีนาคม 04, 2557

เรื่องราวของคนงานเก็บเบอร์รี่ กับการเปิดโปงขบวนการค้าแรงงานข้ามชาติ (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
ในความร่วมมือกับไพรสันติ จุ้มอังวะและสมศักดิ์ เสมอทรัพย์
 

17 กุมภาพันธ์ 2557

เรื่องราวของคนงานเก็บเบอร์รี่ กับการเปิดโปงขบวนการค้าแรงงานข้ามชาติ คนงานเก็บเบอร์รี่หลายร้อยคนที่ถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนแต่ยังไม่ได้เงิน


อ่านตอนแรก: เรื่องราวของคนงานเก็บเบอร์รี่ กับการเปิดโปงขบวนการค้าแรงงานข้ามชาติ (ตอนที่ 1)

การต่อสู้ที่ประเทศไทย

เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และสถานทูตไทยช่วยประสานเรื่องการเปลี่ยนตั๋ววันกลับเมืองไทยให้พวกคนงานที่ประท้วงทั้ง 240 คน ให้เดินทางกลับประเทศไทยในระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 1 ตุลาคม 2556
เมื่อมาถึงเมืองไทย พวกเขาได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องร้องทุกข์ต่อกระทรวงแรงงาน และเข้าแจ้งความข้อหาค้ามนุษย์กับบริษัท M (ประชาไทขอสงวนชื่อเต็มของบริษัท) กับ DSI ... และในระหว่างการสอบสวนของ DSI ยังคงดำเนินอยู่จนถึงขณะนี้ กระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งทนายความของกระทรวง 3 คน ที่ได้นำเรื่องฟ้องร้องยังศาลแรงงานภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา ในวงเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายเท่าที่เห็นในเอกสารของคนงาน 192 คน รวมกันเป็นเงิน 47.7 ล้านบาท

ทนายความของกระทรวงแรงงานไม่ได้คำนวณค่าจ้างทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุดไปในคดีเรียกร้องด้วย แต่กระนั้น บริษัท M ก็ยังไม่สนใจที่จะเจรจากับคนงาน และจนบัดนี้ การไกล่เกลี่ยและเจรจากันมาตลอดที่ศาล ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม และ 20 ธันวาคม 2556 และในปี 2557 พวกเขาต้องขึ้นศาลมาแล้ว 3 นัด ในวันที่ 13 มกราคม, 20 มกราคม และ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และถูกขู่กลายๆ ว่า "สู้ไปก็ไม่ชนะ" ก็ยิ่งทำให้คนงานไม่มีความวางใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะได้รับความยุติธรรม และบริษัท M ก็จะยังคงได้รับอนุญาตให้หลอกลวงเกษตรกรไทย อีกหลายร้อยคนให้ไปเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับพวกเขาอีกแล้ว ในฤดูกาลปี 2014

ค่าเสียหายของคนงานเก็บเบอร์รี่




ทนายของกระทรวงแรงงาน คำนวณค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายของคนงานที่ฟ้องร้องว่าเป็นเงินคนละ 248,952 บาท โดยเฉลี่ยค่าแรงวันละ 3,036 บาท จากการทำงานตลอดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ทนายของกระทรวงแรงงานไม่ได้คำนวณค่าทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 9 ตุลาคม 2556 (ซึ่งมีระบุในสัญญาข้อ 2 และในเอกสาร) ผู้เขียนจึงขอคำนวณในส่วนนี้เพิ่มเติมมา ณ ที่นี้
ค่าทำงานในวันหยุด 8 วันๆ ละ 12 ชั่วโมง คิดเป็นค่าแรงวันละ 9,108 บาท = 72,864 บาท
ค่าทำงานล่วงเวลา วันละ 4 ชั่วโมง x 1.5 เท่า = 4,554 บาท x 42 วัน = 191,268 บาท
รวมรายได้ที่ยังไม่ได้คำนวณ = 72,864 + 191,268 = 264,132 บาท 
รวมค่าจ้างถ้าคำนวณตามกฎหมายทั้งสิ้นจะเป็นเงินคนละ (248,952 +264,132) = 513,084 บาท
เมื่อรวมค่าแรงส่วนนี้ ราคาค่าเสียหายของคนงานเก็บเบอร์รี่ M ทั้ง 500 คน จะคิดเป็นตัวเงินสูงถึง 256,542,000 ล้านบาท (สองร้อยห้าสิบหกล้าน ห้าแสนสี่หมื่นสองพันบาท) แต่ตามคำบอกเล่าของสมศักดิ์ จนถึงขณะนี้ มีคนงานเพียง 10 กว่าคนเท่านั้นที่ได้รับเงินค่าผลไม้ และเป็นเงินเพียงคนละไม่กี่หมื่นบาท ... ในขณะที่คนงานส่วนใหญ่ ... ประมาณ 300 คน ยังคงมีคดีฟ้องร้องกันทั้งที่ DSI และที่ศาล ... และคนงานอื่น ที่ไม่ได้ร้องเรียนต่างก็ถูกบริษัทเกลี่ยกล่อมว่า พวกเขายังติดหนี้เบอร์รี่ค้างคากับบริษัท และขอให้เดินทางไปกับบริษัทเพื่อเก็บเบอร์รี่ใช้หนี้ในฤดูกาลปี 2014 เพื่อใช้หนี้และลองเสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง

ตัวเลข 513,084 บาท คือค่าแรงจริง ถ้าต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของประเทศสวีเดน ที่ไม่เคยมีคนงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยที่เซ็นสัญญาจ้างงาน ได้รับเงินเต็มตามกรอบกฎหมายอย่างแท้จริงแม้แต่คนเดียว นับตั้งแต่รัฐบาลสวีเดนออกกฎให้มีการทำสัญญาจ้างแรงงานเก็บเบอร์รี่ เมื่อปี 2554
อุตสาหกรรมเบอร์รี่ บริษัทจัดหาคนงานเบอร์รี่ สหภาพแรงงานคอมมูนอล สภาแรงงานสวีเดน รัฐบาลสวีเดน และรัฐบาลไทย ต่างก็รู้ดีว่า ตัวเลขค่าจ้างจริง ถ้าคำนวนตามกฎหมายเช่นนี้ คือค่าจ้างจริงของแรงงานในประเทศสวีเดน แต่เพราะไม่ต้องการจ่ายค่าจ้างจริง และเพื่ออุ้มอุตสาหกรรมเบอร์รี่ ...ทั้งสองรัฐบาล จึงยอมประนีประนอมกับหลักการทางกฎหมาย และปล่อยให้บริษัทค้าแรงงานไทย ที่ขึ้นชื่อเรื่องการหลอกลวงและแสวงหากำไรจากคนอีสาน ทำหน้าที่จัดส่งแรงงานทาสไปป้อนให้กับอุตสาหกรรมเบอร์รี่ที่สวีเดนกันมาต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี

แม้ว่าคนงานหลายร้อยคนจะประท้วงทุกปี และมีคนงานใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนถูกหลอกลวงให้หลงเชื่อและไปปีละถึง 60% หรือ 6,000 กว่าคน ของจำนวนคนงานทั้งหมด คนงานที่เสียหายต่างเรียกร้องให้ปิดเส้นทางค้าทาสนี่เสียที แต่ก็ไม่มีใครยอมฟังเสียงของพวกเขา และพากันอ้างว่ามีคนงานกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ - ซึ่งก็คือคนงานที่ได้เหรียญทองแคมป์ละไม่กี่คนนั่นล่ะ!

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานที่สวีเดนเองก็ควรจะรู้ดีในเรื่องนี้ แต่ก็กลับประนีประนอมกฎหมายคุ้มครองแรงงาน - เพราะว่าไร้ศักยภาพในการแก้ไขปัญหา หรือเพื่ออุ้มอุตสาหกรรมเบอร์รี่ในประเทศบ้านเกิดกระนั้นหรือ?

ว. เจ้าของตัวจริงของบริษัท M

ว. (ประชาไทขอสงวนนาม) ของตัวจริงของบริษัท M เป็นเจ้าของบริษัทจัดหางานอื่นมาก่อน แต่เมื่อถูกคดีฟ้องร้องก็เปิดบริษัทใหม่ และหนีคดีมาได้เรื่อยๆ มากว่าสิบปี ... นอกจากเป็นหนึ่งในต้นตอและอุปสรรคของการจัดส่งแรงงานแล้ว ว. ยังอาจหาญนำบทเรียนการขูดรีดแรงงานอีสานไปเขียนวิทยานิพนธ์จนได้รับปริญญาโท

คนงานที่ถูก ว. และพรรคพวกค้าไปทำงานที่ไต้หวันด้วยค่านายหน้ามหาโหด 180,000 บาทต่อคน และดอกเบี้ยเงินกู้ 5% ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2543 หลายร้อยคน ยังคงมีคดีความฟ้องร้องกับ ว. เพื่อเรียกร้องโฉนดที่ดินที่เธอยึดไว้คืนมา รวมทั้งเรียกคืนเงินรายได้ที่ส่งมาจากไตัหวันที่ถูกยักยอกเอาไว้ด้วยกลโกงต่างๆ นานา

แม้ว่า DSI จะส่งทีมงานสอบสวนเรื่องของ ว. และพรรคพวกมาได้หลายปีแล้วก็ตาม และแม้ว่าพวกมาเฟียกลุ่มนี้จะมีหมายจับรวมกันเป็นสิบใบ และแม้ว่าจะมีผู้เสียหายร้้องทุกข์รวมกันนับพันคน DSI ก็ยังไม่สามารถจัดการกับ ว. และแก็งค์ได้ ยังคงปล่อยให้เธอและพรรคพวกทำธุรกิจค้าแรงงานไปต่างประเทศ โดยเฉพาะคนงานเก็บเบอร์รี่อยู่ได้จนถึงบัดนี้

ว. เป็นหนึ่งในตัวอย่างนักค้าแรงงานอีสาน ที่จำต้องขอเอ่ยชื่อถึงอย่างตรงไปตรงมา เพราะเธอและครอบครัวได้สร้างความทุกข์ยากให้กับคนงานอีสานหลายร้อย (หรืออาจจะหลายพันครอบครัว) มามากมายมหาศาลและมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี และแม้ว่า "จะมีหมายจับนับสิบใบ" ตามที่คนงานเล่าให้ฟัง เธอก็ยังคงทำธุรกิจนี้อย่างเย้ยกฎหมายมาได้จนถึงบัดนี้ และขณะนี้ก็ยังลงพื้นที่หลอกลวงคนอีสานว่า กำลังจัดหาคนงานเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนตามโควต้าที่ได้รับกว่า 400 คน ในฤดูกาลปี 2014


เหตุผลหนึ่งว่าทำไมบริษัทหรือนายหน้าค้าแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเช่น ว. ถึงหลอกลวงคนงานครั้งแล้วครั้งเล่า และคนงานเอาชนะพวกนี้ได้ยากทางกระบวนการกฎหมาย เพราะการใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้คนงานเซ็นเอกสารข้างบนนี่ล่ะ เพื่อเอามาอ้างกับศาลทำนองว่่า "คนงานถูกยุยงปลุกปั่นให้ประท้วงบริษัท" และ "คนงานรับรู้ทุกเรื่องแต่สมยอมไปกับบริษัทเอง"

เรื่องของแม่แดง(ชื่อสมมุติ) และลูกชายทั้งสาม

แม่แดงเป็นหนึ่งในคนงานกลุ่มแรกๆ ที่ฟ้องร้อง ว. ร่วมกับผู้เสียหายจากไต้หวันหลายร้อยคน 

แม่แดงเล่าว่า ลูกชายคนเล็ก (อายุ 21 ปี ในตอนนั้นในปี 2543 ปัจจุบันอายุ 35 ปี) ตัดสินใจไปทำงานโรงงานทอผ้าที่ไต้หวันกับบริษัทจัดหางานซินเซียของ ว. โดยเอาโฉนดที่ดินและบ้าน ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวที่ครอบครัวมี (1 ไร่ 20 ตรว.) ไปค้ำประกันเงินกู้ค่านายหน้าจำนวน 180,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน

ซึ่งแม่ของ ว. ได้พาแม่แดงไปเปิดบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ เพื่อให้ลูกชายโอนเงินมาให้และเพื่อที่พวกเขาจะหักเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืม ทั้งนี้เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้ว แม่ของ ว. ก็ยึดทั้งสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอมเอาไว้ทันที โดยที่ในแต่ละเดือน แม่แดงจะไปทำเรื่องเซ็นเบิกรับเงินเดือนละ 3,000 – 5,000 บาทจากทีมงาน ว. แต่ปรากฎว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญา 3 ปี ว. แจ้งว่า แม่แดงและลูกชายยังเป็นหนี้บริษัทอยู่อีก 300,000 บาท และไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินให้ แม่แดงจึงตัดสินใจดำเนินคดีฟ้องร้อง ว. เพื่อเรียกร้องโฉนดที่ดินคืน

โชคดีที่ลูกชายแม่แดงเก็บสลิปโอนเงินไว้ แม่แดงจึงนำสลิปเหล่านี้ไปเรียกร้องให้ธนาคารกรุงเทพเปิดเผยรายการเงินฝากตลอดสามปีที่ผ่านมาในบัญชีของแม่แดงที่เปิดไว้

แม่แดงบอกว่า แม้จะเป็นบัญชีของแม่แดงเอง เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ยึกยักไม่ยอมให้ข้อมูล จนแม่แดงต้องร้องเรียนไปยังผู้จัดการธนาคารกรุงเทพที่สาขานั้น จึงได้รับข้อมูลทางบัญชีการเงินของตัวเอง ซึ่งทำให้เธอทราบว่าลูกชายได้โอนเงินเข้าบัญชีเป็นวงเงินสูงถึงประมาณ 900,000 บาท (ซึ่ง ว. ยอมให้ให้แม่แดงเบิกมาใช้เพียงเดือนละ 3,000 และ 5,000 บาท รวมกันสามปีก็เป็นเงินเพียงประมาณ 150,000 บาทเท่านั้น ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ว. ได้นำเอกสาร (ที่ถูกปลอมแปลง) มาอ้างกับทางศาลว่าแม่แดงเบิกเงินไปแล้วถึง 700,000 บาท)

แม่แดงมีลูกชายสามคน แม่จะวัยจวนสี่สิบกันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครแต่งงานสักคนเดียว โดยลูกชายคนโตและลูกชายคนเล็กต่างก็ไปเสี่ยงโชคที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะไปเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนกันทั้งสองคน ทั้งนี้ลูกชายคนเล็ก เป็นคนเดียวที่ยังทำงานที่ต่างประเทศระยะยาวที่ไต้หวัน (ต่อเนื่องมากว่าสิบปีตั้งแต่ปี 2543 แม้จะหยุดพักเป็นเวลา 1 ปีเพื่อลองไปเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดน) และตอนนี้เขาก็กำลังทำงานอยู่ในในโรงงานทอผ้า (แห่งใหม่) ภายใต้สัญญาจ้างงาน 3 ปี โดยครั้งนี้เขาไปโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 60,000 บาท

ส่วนลูกชายคนโตไปเก็บเบอร์รี่มาต่อเนื่อง 4-5 ปีแล้ว และได้เงินกลับมาบ้านอย่างมากก็ไม่เคย 50 - 60,000 บาท และแม้ว่าจะไม่ได้เงินจากการทำงานเก็บเบอร์รี่เลยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ในปีนี้ ลูกชายคนโตก็ได้ตัดสินใจวางเงิน 20,000 บาทไปแล้ว และกำลังเตรียมทำทำสัญญากู้ ธกส. อีก 60,000 บาท เพื่อจะไปเสี่ยงเก็บเบอร์รี่อีกครั้งในฤดูกาลปี 2014

ในขณะที่ลูกชายคนกลาง ไม่เคยเดินทางไปทำงานที่ไหนไกล เพราะถูกขอร้องโดยน้องชายให้อยู่ดูแลแม่แดงที่มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว และต้องได้รับการดูแลรักษาอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในสภาพคนชนบทไร้ที่ดินทำกิน แม้จะแก่เฒ่า - แม่แดงในวัย 65 ปี และสามีวัย 70 ปี - ก็ยังต้องออกไปรับจ้างตัดอ้อย ได้คนละ70 - 80 บาทต่อวัน เพื่อนำมาเป็นรายได้ค่าอาหาร เพราะแม้ว่าจะมีรายได้จากเงินที่ลูกชายคนเล็กส่งมาให้จากไต้หวันเดือนละ 3,000 – 5,000 บาท และเงินเบี้ยยังชีพคนละ 600 กับ 700 บาท แต่แม่แดงก็บอกว่า "จะพออะไร เงินลูกชายมาถึง ก็ต้องเบิกจ่ายค่าณาปนกิจไปแล้วกว่า 2,000 บาท เหลือให้ใช้ไม่กี่ร้อยบาท และไหนจะการ์ดเชิญไปงานอีกมากมาย"

แม่แดงเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ในวันนี้ระหว่างอยู่ดงอ้อยในยามบ่ายคล้อยว่า "เพิ่งตัดอ้อยได้แค่ 20 มัดเอง" และให้สัมภาษณ์ต่อถึงสาเหตุของความดิ้นรนของลูกชายทั้งสาม ก็เพื่อต้องการหาเงินก้อนสำหรับซื้อที่นาสัก 2-3 ไร่ให้พ่อกับแม่เพื่อให้ได้มีที่ดินทำกินบ้าง แต่ก็ถูกโกงเงินไปอีก ทุกคนในครอบครัวคนจนที่ไม่เคยมีที่ดินทำกินเลย จึงยังต้องเป็นแรงงานรับจ้างรายวันกันต่อไป ... 

เมื่อถูกถามว่า ที่ลูกชายไม่ได้แต่งงานซะทีเพราะถูกโกงเงินจากการทำงานต่างประเทศกันหมดใช่ไหมเนี่ย แม่แดง"หัวเราะ" และบอกว่า "ก็เพราะลูกชายมันเป็นคนจน จะมีสาวที่ไหนมาเอา"

เมื่อถามว่า แล้วลูกชายอีกสองคนช่วยเหลืออย่างไรบ้าง? แม่แดงบอกว่า "แม่บอกว่าไม่ต้องมาช่วยหรอก แม่ยังมีแรงเลี้ยงดูตัวเองได้อยู่" และเมื่อถามต่อว่า "แม่มีอะไรที่อยากให้คนช่วยไหม" แม่แดงบอกว่า "เรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือก็เยอะแยะไปหมด แต่มันก็ไม่รู้จะบอกออกมาได้ยังไง" ทั้งนี้ แม่แดงกล่าวทิ้งท้ายก่อนบอกร่ำลากันว่า "ถ้าอยากเห็นเอกสารคดีฟ้องร้องต่างๆ มาบ้านแม่แดงได้ทุกเมื่อ แม่พร้อมโชว์เอกสารเหล่านี้ให้ดู"

ผลจากการต่อสู้ของแม่แดงและคนงานอื่นๆ ที่ตามมาสมทบเมื่อทราบเรื่องการฟ้องร้องของแม่แดง ทำให้ DSI เข้ามาสอบสวน แม่แดงเล่าว่า เมื่อประมาณสามปีที่ผ่านมา พวกคนงานและครอบครัวที่เสียหายจากการถูก ว. และครอบครัวหลอกลวง ได้รับเชิญจาก DSI ให้ไปให้ปากคำที่โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ ที่ชัยภูมิ ปรากฎว่ามีคนงานเสียหายจากการกู้เงินไปนอกกับ ว. รวมกันถึง 496 คนในวันนั้น (ตัวเลขผู้เสียหายจากรายงานของกระทรวงยุติธรรมทั้งหมดคือ 595 คน)

กระนั้น จนถึงบัดนี้ ว. และพรรคพวกก็ยังไม่มีใครถูกจับ และแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี และมีคดีความกรณีคนงานเบอร์รี่ M อีกหลายร้อยคน รวมคนเสียหายกว่าพันคน และแม้ว่าจะมีคดีความที่ตัดสินให้คนงานชนะไปบ้างแล้วก็ตาม คนงานรวมทั้งแม่แดงต่างก็บอกว่า "ยังไม่ได้รับโฉนดที่ดินคืน"

เมื่อถูกคนงานดำเนินคดีฟ้องร้อง วิธีการของพวกนักค้าแรงงานทุกคน รวมทั้ง ว. ที่ทำกันมาตลอดเพื่อให้หลุดรอดจากการถูกลงโทษก็คือ การเกลี่ยกล่อมให้คนงานเซ็นในหนังสือยอมความว่า จะไม่เอาเรื่องและถอนคดีฟ้องร้องต่างๆ (ดูบันทึกข้อตกลงของบริษัท M ) รวมทั้งการใช้ความสัมพันธ์ที่มีกับข้าราชการและนักการเมือง (ศาล?) เพื่อช่วยเกลี่ยกล่อมให้คนงานยอมยุติคดี และเจรจาให้คนงานยอมยุติการฟ้องร้อง




บันทึกข้อตกลงของบริษัท M

ในกรณีของ ว. จากคำบอกเล่าจากคนที่เสียหาย ... จ. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดชัยภูมิ เป็นคนไปช่วยเกลี่ยกล่อมชาวบ้านที่ฟ้องร้อง ว.ตั้งแต่ปี 2546 - 2547 ให้ยุติการฟ้องร้องด้วยการพูดว่า "บอกกับคนงานทุกคนว่าอย่ายุ่งกับคนของผม" 
"ผมก็เป็นคนเลือก จ. เป็น ส.ส. เมื่อทราบเรื่องนี้ก็น้อยใจว่าทำไม จ. ถึงไปหนุนหลังคนพวกนี้"
 สมศักดิ์ ที่เป็นหนึ่งในแกนนำของคนงานเก็บเบอร์รี่ ที่สู้กับ ว. มาหลายเดือน และถูก ว. ขู่ฟ้องร้องในข้อหาว่าเป็นคนยั่วยุปลุกปั่นคนงานให้ประท้วงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย

เนื่องจากแม่แดงมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนที่สำคัญต่อรูปคดี ... เมื่อปีที่ผ่านมา ว. ได้ขอเจรจายอมความและขอจ่ายเงินเดือนลูกชายที่โกงไว้เป็นเวลา 2 ปีคืนให้ แม่แดงจึงยอมเซ็นเอกสารยอมความกับ ว.

เมื่อลองค้นหาชื่อ ว. ก็พบในรายงานผลงานของกระทรวงยุติธรรมรอบ 1 ปี (23 ส.ค. 54 – 23 ส.ค. 55) หน้า 11 ที่ระบุว่า "3.2 กลุ่มราษฎรจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับความเดือดร้อนจากเจ้าหนี้เงินกู้รายนาง ว. จํานวน ๕๙๕ ราย ทุนทรัพยฟ้อง จํานวน ๑๐๖ ล้านบาท (อยู่ระหว่างดําเนินมาตรการทางอาญา ภาษีควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและคดีความ)"

คนงานที่เสียหายต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ที่สู้ก็เพราะอยากเห็น ว. ติดคุกรับโทษ"

ขบวนการทำนาบนหลังเกษตรกรรายย่อยที่อีสาน

เกษตกรชนบทในพื้นที่อีสาน (และทั้งประเทศไทย) ส่่วนใหญ่ ไม่รู้จักสหภาพแรงงาน ไม่รู้จักกฎหมายแรงงาน ไม่รู้แม้แต่กระทั่งกฎหมายสิทธิมนุษยชน และต้องกลายเป็นเหยื่อหลอกลวงขบวนการค้าแรงงานมาต่อเนืื่องนับตั้งแต่งานก่อสร้างยุคซาอุดรฯ ในต้นทศวรรษ 2520 ยุคสร้างเมืองสิงคโปร์ในต้นทศวรรษ 2530 ยุคเสือเศรษฐกิจไต้หวันในช่วงต้นทศวรรษ 2540 มาสู่ยุคเกาหลีใต้-อิสราเอล-งานเกษตรที่ยุโรป ในปลายทศวรรษ 2540 และเมื่อช่วงต้นทศวรรศ 2550 ก็ถึงคราวของการระดมคนปีละหมื่นคนเพื่อฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ที่สแกนดิเนเวีย 

แน่นอนว่ามันมีคนประสบความสำเร็จ แต่จากบทเรียนที่คลุกคลีกับคนงานที่เสียหายและตามไปเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือพวกเขาในหลายประเทศ การประสบความสำเร็จมักจะไม่ยั่งยืน และจะเป็นรูปแบบ - นำเงินที่ได้จากประเทศหนึ่ง มาจ่ายค่านายหน้าเพื่อไปประเทศใหม่ - ทั้งนี้เพราะไม่มีกลไกใดของรัฐไทยเข้าไปช่วยคนหางานต่างประเทศและครอบครัว ในการจัดการวางแผนการใช้เงินเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพ และอย่างยั่งยืน

ขบวนการค้าแรงงานอีสานผูกโยงกับกลไกข้าราชการและการเมืองในพื้น (ไม่ว่าจะพรรดใดก็ตาม) มาโดยตลอดด้วยข้ออ้างว่า "เพื่อเศรษฐกิจอีสาน" ซึ่งจริงๆ ก็รู้กันดีว่าเพื่อ "เศรษฐกิจครอบครัวพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้น" ที่พากันร่ำรวยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน บนการกินค่าหัวคิวและค่าดอกเบี้ยโหดจากการส่งออกคนงานส่งออกปีละแสนกว่าคนไปทำงานเมืองนอก – ต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่สิบปี - โดยที่คนงานกว่า 70% เป็นคนจากภาคอีสาน

เงินที่ได้มาจากการขูดเลือดขูดเนื้อแรงงานอีสานเหล่านี้ ถูกใช้ไปกับซื้อเสียง จ่ายหัวคะแนน และสร้างเครือข่าย เพื่อการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญทางราชการและทางการเมือง เพื่อทำมาหากินบนหลังคนกันต่อไป ... พวกเขาเหล่านี้คือขบวนการบอนไซ ที่ทำให้อีสานไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพและอย่างยั่งยืนมาจนถึงบัดนี้

กรณี จ. ซึ่งเป็น ส.ส. กับความสัมพันธ์กับนักค้าแรงงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องการโกงเงินชาวบ้านเช่น ว. ก็เป็นเพียงกรณีหนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่กรณีเดียว ถ้าตรวจสอบกันจริงๆ อาจจะพบว่า ส.ส. เกือบทุกคนในพื้นที่ภาคอีสานมีสายสัมพันธ์กับบริษัทค้าแรงงานเหล่านี้กันทั้งนั้น และนี่ก็คือสาเหตุที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำหลังจากศึกษาและให้ความช่วยเหลือคนงานอีสานที่ถูกหลอกไปต่างแดนมากว่า 20 ปีว่า "นี่ล่ะ ต้นตอสำคัญ ที่ทำให้ปัญหาการหลอกลวงคนอีสานไปทำงานที่เมืองนอก ที่มีคดีร้องเรียนมาต่อเนื่องกว่า 40 ปี ก็ยังไม่สามารถได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจนถึงบัดนี้"

ด้วยความมักง่ายและเคยชินกับผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างง่ายๆ ส.ส. ของอีสาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ค่อยจะคิดถึงมาตรการการพัฒนาอีสานในรูปแบบอื่นๆ ที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่า เพื่อทดแทนการส่งเสริมให้เกษตรกรจากชนบทโดยเฉพาะจากอีสานและในพื้นที่ไกลแหล่งน้ำ ให้ไปทำงานเมืองนอก ในสภาวะที่มีความต้องการแรงงานต่างชาติน้อยลง เพราะวิกฤติเศรษฐกิจและการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเทศร่ำรวยเช่นนี้ ยกเว้นงานเก็บเบอร์รี่ที่เป็นงานระยะสั้น แต่ต้นทุนสูงมาก และคนงานถูกโกงและเอาเปรียบอย่างรุนแรง

เพื่อการคงอยู่ของนักค้าแรงงาน และด้วยการมีสายป่านครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่หมู่บ้านจนถึงกระทรวงแรงงานและรัฐสภา ขบวนการค้าแรงงานก็ได้พัฒนากลยุทธการหลอกลวง จาก "การไปทำงานแบบถูกกฎหมายบ้าง-ผิดกฎหมายบ้าง" มาสู่ "การทำงานโดยการรับรองของกฎหมายแต่ไร้การคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ" โดยที่มีเจ้าหน้าที่รัฐของทั้งสองประเทศคู่สัญญา ทำหน้าที่แสตมป์รับรองทางกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยก็ยังพยายามและ/หรือหลีกเลี่ยงที่จะให้การศึกษากับคนงานไทย ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองทางกฎหมายที่พวกเขาควรได้รับภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศปลายทางกันอยู่ต่อไป 

เมื่อคนงานเก็บเบอร์รี่ ลุกขึ้นประท้วงที่สวีเดนและฟินแลนด์นับตั้งแต่ปี 2009 ปีละหลายร้อยคน ... คำแนะนำของทุกกลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมเบอร์รี่ รัฐบาลสวีเดน รัฐบาลฟินแลนด์ รัฐบาลไทย และสหภาพแรงงาน ที่มีต่อพวกเขามาตลอด คือ "กลับไปสู้ที่เมืองไทยเถอะ" ทั้งๆ ที่มีบทเรียนมาตั้งแต่ปี 2009, 2010, 2011 และ 2012 ที่พอจะช่วยให้คาดเดาได้ว่า คนงานทั้ง 400 หรือ 500 คนของบริษัท M และคนงาน 50 คน ของ Ber-Ex ที่ประท้วงพร้อมกันทั้งสองประเทศ (สวีเดนและฟินแลนด์) ในปี 2013 จะเผชิญชะตากรรมอย่างไรบ้าง และจะเดือดร้อนแสนสาหัสขนาดไหน เมื่อกลับไปถึงเมืองไทยแล้วก็ตาม

ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยที่เป็นเพียงกระดาษเปล่า

มื่อบวกกับทัศนคติของข้าราชการกระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานตรงที่ต้องรับผิดชอบปัญหา ที่เป็นลบต่อเกษตรกรชาวชนบท - ที่จำต้องการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวเพราะรายได้จากผลิตผลทางการเกษตรนั้นไม่พอเพียง ด้วยการเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ - ส่งผลให้หลายทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรจากอีสาน ได้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ที่หล่อเลี้ยงขบวนการค้าแรงงานไทย และข้าราชการและนักการเมืองที่คอรัปชั่นของไทยมาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ดังที่กล่าวไปแล้ว มันเป็นเรื่องสายสัมพันธ์และการเอื้อประโยชน์ระหว่างกันที่มีมายาวนานระหว่างบริษัทจัดหางานและเจ้าหน้าที่แรงงานของไทย ที่เริ่มอับจนเส้นทางค้าแรงงานไทยไปต่างประเทศมากขึ้น เมื่อประสบโอกาสที่จะกินค่าหัวคิวจากการระดมคนงานจำนวนนับหมื่นคนเพื่อมาเก็บเบอรืรี่เพียง 2-3 เดือน ในแต่ละปี จึงสนใจแต่เฉพาะประโยชน์ของตน และหาช่องทางกินกำไรจากดอกเบื้ยเงินกู้ของคนงานในอัตรา 4% – 5% หรือ 7% (แม้ในระยะสั้นแต่จำนวนเงินมหาศาลก็ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ) จนยอมเผิกเฉยต่อความเสียหาย - ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ชีวิตและสุขภาพ(ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ) ทางด้านกำลังแรงงาน และผลผลิตทางเกษตรที่เสียหาย – อันเกิดจากการถูกค้ามาเป็นแรงงานทาสป้อนให้กับอุตสาหกรรมเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์

ขณะนี้ แม้ว่ายังไม่สามารถแก้ไขความเดือดร้อนของคนงานในฤดูกาลที่ผ่านๆ มาได้ แต่สถานทูตสวีเดนและสถานทูตฟินแลนด์ ก็ได้ปล่อยโควต้านำเข้าแรงงานทาสในฤดูกาล 2014 กันแล้ว โดยมีกระทรวงแรงงานไทยทำหน้าที่รับรองว่า "ไม่มีการหลอกลวง ทุกอย่างทำตามกฎหมาย" 
ความเสียหายและความทุกข์ของคนงานบริษัท M ที่เดินทางไปเก็บแบร์ที่สวีเดน และคนงาน Ber-Ex ที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ และคนงานเก็บเบอร์รี่ที่สูญเสียทุกคนในฤดูกาล 2556 และครอบครัวของพวกเขา รวมกันไม่ต่ำกว่า 600 คน และคิดเป็นความเสียหายทางตัวเงินประมาณ 150 ล้านบาท ยังไม่มีใครรับผิดชอบ และกำลังถูกทำให้เลือนหายไปอีกครั้ง กับกระบวนการจัดหาคนงานใหม่ และการเดินสายโกหกเกษตรกรในหมู่บ้านใหม่ๆ ให้หลงเชื่อ ยอมลงทุนค่าใช้จ่ายคนละ160,000 บาท เพื่อเดินทางไปเสี่ยงโชคทำงาน(ฟรี) เพื่อเก็บเบอร์รี่ให้กับอุตสาหกรรมเบอร์รี่ป่า ในฤดูกาลปี 2557 กันอีกครั้ง ...

ยุทธวิถีของนักค้าแรงงานเหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จมาตลอด คือ การยกตัวอย่างเฉพาะคนงานได้รับรางวัลเหรียญทอง และคำพูดที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบ ที่ใช้ประสบความสำเร็จมากว่าสิบปีว่า "ถ้าขยัน อดทน สู้งานทำงานเพียงแค่ 2 เดือนกว่า ได้เงินกับบ้านเป็นแสน ... และ... และ ปีนี้เบอร์รี่เยอะ ไม่ขาดทุนแน่นอน" 

ทั้งที่ในความเป็นจริง ฤดูกาลเบอร์รี่ไม่เคยคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ แม้แต่ในหมู่คนเจ้าถิ่น จนกว่าจะเห็นลูกเบอร์รี่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม การพูดเรื่อง "เบอร์รี่เยอะ" อย่างพล่อยๆ เพียงเพื่อได้คนงานของบริษัทจัดหางานเมืองไทย เป็นการกระทำที่นอกจากไม่รับผิดชอบแล้ว ยังเป็นการขนเงินกู้ ธกส. ปีละหลายร้อยล้านบาทเพื่อส่งเกษตรกร(ที่ควรจะได้อยู่ดูแลไร่นาของตัวเอง) ไปทำงานฟรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมเบอร์รี่ในประเทศร่ำรวย และเพื่อหล่อเลี้ยงขบวนการค้ามนุษย์ของไทย ให้สามารถขูดรีดเอากับชาวไร่ชาวนาโดยไม่สนใจต่อความเสียหายของพวกเขา - เป็นพฤติกรรมที่ต้องประณามและลงโทษ

มันพอแล้ว หยุดส่งออกเกษตรกรอีสานไปทำงานฟรีได้แล้ว


ตราบใดที่ยังคงมี ส.ส. ข้าราชการกระทรวงแรงงาน เจ้าหน้าที่ ธกส. ผู้ว่าราชการหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ที่ไม่ใส่เคยใจกับความเสียหาย และที่ไม่เคยมีใครรับผิดชอบต่อความเสียหายของเกษตรกร คนงานที่ถูกค้าไปทำงานเก็บเบอร์รี่ ยังคงพากันช่วยประชาสันพันธ์หาคนงานให้บริษัทค้าแรงงานเหล่านี้กันอย่างหน้ามืดตามัว อีกทั้งยังไปพูดในวันอบรมคนงานก่อนเดินทางด้วยความภาคภูมิใจว่า "งานเก็บเบอร์รี่เป็นงานที่ทำรายได้ให้กับคนชัยภูมิมายาวนานหลายปี" 

โดยที่แทบจะไม่มีใคร หรือหน่วยงานใดที่เมืองไทย พยายามให้ข้อมูลด้านความเสียหาย หรือเตือนสติคนงานให้ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ แม้แต่ข้อมูลความเสียหายจากคนงานที่ร้องเรียนรวมกันก็หลายพันคนเข้าไปแล้ว ก็ถูกโยนทิ้งลงถังขยะ พร้อมคำว่า "คนขี้เกียจ หัวรุนแรง ไปเพื่อสร้างปัญหา"

ทัศนคติเช่นนี้ เป็นตัวเพิ่มปัญหาและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสานปีละหลายพัน หลายหมื่นครอบครัว โดยที่ไม่เคยมีใครรับผิดชอบและได้รับโทษจากการกระทำความผิด และไม่มีบริษัทใด หรือหน่วยงานใดทั้งจากไทยและจากประเทศปลายทาง จ่ายค่าเสียหายให้กับคนงานที่เสียหาย


คนงานเก็บเบอร์รี่ทุกกลุ่มที่ร้องเรียนปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2552 รวมกันก็หลายพันคน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า บริษัทค้าแรงงานเก็บเบอร์รี่เหล่านี้ คือ "อาชญากร" และ "นี่คือการค้าทาส" กระทรวงแรงงานต้องหยุดให้ใบอนุญาตบริษัทเหล่านี้ และ สถานทูตสวีเดนและสถานทูตฟินแลนด์ต้องหยุดให้โควต้าบริษัทค้าแรงงานเหล่านี้

ทั้งนี้ ต้องหยุดระบบการให้บริษัทค้าแรงงานไทยทำการส่งออกเกษตรกรไทย และบริษัทที่สวีเดนและฟินแลนด์ทำการน้ำเข้าพวกเขาเพื่อไปเก็บเบอร์รี่ที่สแกนดิเนเวียโดยทันที!

หมายเหตุ :


จากการศึกษาข้อมูลของคนงานเก็บเบอร์รี่ Ber-Ex ที่ฟินแลนด์ ในงานเพียง 2 เดือน มีกลุ่มคนถึง 17 คนและกลุ่ม ที่พากันทำนาบนหลังของคนงาน 1 คน ก่อนที่จะเหลือผลกำไรมาสู่ คนเพียงเดียวที่ลงแรง ลุยหนองลุยโคลน ลุยป่า ลุยเขาวันละ 12 - 20 ชั่วโมง เพื่อเก็บเบอร์รี่ โดยไม่ได้พัก กินอยู่อย่างลำบาก และหลับนอนวันละไม่เกิน 3 - 4 ชั่วโมง ตลอด 70 วัน และต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างในฟินแลนด์ในราคา "นักท่องเที่ยวจ้างงานตนเอง"