วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บางส่วนของเช็คสหกรณ์คลองจั่นสั่งจ่ายธัมมชโย

 


 

800 ล้าน !

 

ทวงหนี้..คลองจั่น

 

จากท่าน..ธัมมชโย

 

 

โอ้โห โอ้โฮ นักเลงโตเรียกพี่

 

 

อา..โบราณว่า อ้อยเข้าปากช้าง เอาอะไรง้างถึงจะออก นอกจากงาช้างด้วยกัน รายการนี้ถ้าได้ก็ยิ่งกว่ากำนันเป๊าะโดนแบล๊กเมล์อีกซีฮะ อาจจะสะเทือนไปถึงชั้นพรหม เพราะสตีฟจ็อปส์จะตกสวรรค์ และอนุบาลในฝันก็จะเลิกฝันทันที อิอิ!

 

 

 

 

 

ธัมมชโย

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทย

 

 

อัครสาวกของท่านธัมมชโย

 

 

 

 

 

 

 

บางส่วนของเช็คสหกรณ์คลองจั่นสั่งจ่ายธัมมชโย

 

 

 

กลไกแก้ปัญหาวิกฤติสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นยังดำเนินไปอย่างช้าๆ แม้คณะรัฐมนตรีมีมติโยกย้าย นายสมชาย ชาญณรงค์กุลอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และมีมติแต่งตั้งนายจุมพล สงวนสิน เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แทน โดยนายสมชายนั่งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2553 และรับรู้ปัญหาของสหกรณ์ฯ คลองจั่นมาโดยตลอด ที่ผ่านมามีสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่นร้องเรียนว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ไขปัญหาล่าช้า จนทำให้สหกรณ์ฯคลองจั่นเกิดความเสียหาย และสมาชิกสหกรณ์ฯ คลองจั่นบางส่วนเตรียมที่จะฟ้องร้องว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเคลื่อนไหวของสหกรณ์ฯ คลองจั่น กรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นชุดชั่วคราวซึ่งนำโดยนายเฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานดำเนินการชั่วคราว ได้เชิญสหกรณ์เจ้าหนี้คลองจั่นทั้ง 72 สหกรณ์ เข้าร่วมหารือหาทางออกวิกฤติสหกรณ์ฯ คลองจั่น เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2556 ในที่ประชุมมีตัวแทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าร่วม นับเป็นการประชุมสหกรณ์เจ้าหนี้คลองจั่นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกที่จัดโดยสันนิบาตสหกรณ์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการชุดชั่วคราวได้รายงานสถานภาพทางการเงินของสหกรณ์ฯ คลองจั่น โดยให้ข้อมูลว่าสหกรณ์ฯ คลองจั่นประสบภาวะขาดสภาพคล่อง จากที่เคยมีรายรับเดือนละกว่า 90 ล้าน แต่หลังจากที่อดีตผู้บริหารสหกรณ์โดนข้อกล่าวหา จากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่ายักยอกทรัพย์ ทำให้เหลือรายรับประมาณเดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งได้มาจาก 4 แหล่ง ได้แก่ เงินฝากหุ้นรายเดือน ลูกหนี้รายย่อย เงินรับฝาก และค่าเช่าสถานที่

 

ในขณะที่ด้านรายจ่ายมีสามส่วน

 

1. ดอกเบี้ยเงินฝาก คิดเฉพาะจากเงินฝากของสหกรณ์อื่น 7,110 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5.5 ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะสหกรณ์เดือนละ 30 ล้านบาท ปัจจุบันยังค้างจ่ายตั้งแต่เดือนเมษายน2556

 

2. เงินปันผล สวัสดิการสมาชิกที่ต้องจ่ายให้สมาชิกเชื่อมโยงกับบริษัทสหประกันชีวิตและยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย อาจต้องพิจารณาขายหุ้นในบริษัทดังกล่าวและลดเงินปันผลจากเดิมร้อยละ 10 ของมูลค่าหุ้น

 

3.ค่าใช้จ่ายประจำ ได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ สำนักงาน เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งอาจต้องเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ปรับลดเงินเดือนชั่วคราว

 

 

ส่วนการติดตามหนี้สินที่มีปัญหา กรรมการสหกรณ์ฯ คลองจั่นกล่าวว่า หลังตรวจสอบพบว่า ลูกหนี้สมาชิกสมทบ 28 บริษัท 32 สัญญา รวมเงินกู้กว่า 12,000 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการสะสมหุ้นสหกรณ์ตามระเบียบการเป็นสมาชิกสมทบ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อของสหกรณ์พบว่า การปล่อยกู้ 28 รายไม่มีการประเมินราคาสินทรัพย์ค้ำประกันให้คุ้มมูลหนี้ อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นที่ดินต่างจังหวัด และเมื่อตรวจสอบประวัติการชำระคืนเงินกู้ของลูกหนี้หลายรายพบว่า มีการชำระเงินคืนเพียงงวดเดียวเท่านั้น และพบว่าสหกรณ์ฯ คลองจั่นขาดสภาพคล่องมาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาสามารถดำเนินกิจการอยู่ได้โดยอาศัยเงินใหม่ที่เข้ามาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของเจ้าหนี้เก่า

 

กรรมการชี้แจงเพิ่มเติมว่า สหกรณ์ฯ คลองจั่นทำหนังสือทวงเงินยืมทดรองจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ฯ คลองจั่น จากรายงานประจำปี 2555 มียอดประมาณ 3,300 ล้านบาท แต่นายศุภชัยยอมรับสภาพหนี้ 2,400 ล้านบาท และยังพบว่ามีการยืมทดรองเพิ่มในปี 2556 อีก 27 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ขอความอนุเคราะห์วัดพระธรรมกายคืนเงินที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร เคยบริจาคให้ ทั้งส่วนบริจาคให้วัดพระธรรมกายและบริจาคส่วนตัวถวายพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) รวมมูลค่ามากกว่า 800 ล้านบาท ในเบื้องต้นทางวัดยังไม่แสดงท่าทีปฏิเสธการเจรจา ส่วนกรณี 28 ลูกหนี้สมทบที่กู้เงินไปมากกว่า 12,000 ล้านบาท สหกรณ์ส่งหนังสือทวงถามการรับสภาพหนี้ประมาณ 4 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับแม้แต่รายเดียว ทั้งนี้ สหกรณ์จะส่งหนังสือทวงถามทั้ง 28 ลูกหนี้อีกรอบหนึ่ง

 

 

 

ข่าว : Thai Publica

21 ธันวาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"เลขานุการศาลอาญา" แจงกรณียกคำร้องเพิกถอนหมายจับ "สุเทพ" ชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดี การอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่าฝืนกฎหมายอาญาไม่ได้...

 

ยกคำร้อง ขอถอนหมายจับ'สุเทพ' เหตุขัดกฎหมาย

"เลขานุการศาลอาญา" แจงกรณียกคำร้องเพิกถอนหมายจับ "สุเทพ" ชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดี การอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่าฝืนกฎหมายอาญาไม่ได้...

วันที่ 19 ธ.ค. 56 นางสาวรุ่งระวี โสขุมา เลขานุการศาลอาญา ออกหนังสือชี้แจงกรณียกคำร้องเพิกถอนหมายจับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในข้อหาก่อกบฏ ลงวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า คำร้องของผู้ต้องหาที่ได้เพิกถอนหมายจับ ได้อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นการฝ่าฟืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 1 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 216 วรรค 5 ได้บัญญัติไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรเอกชนอื่นของรัฐ ก็ตาม แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ฉบับที่ 56/2556 ว่าการชุมนุมไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ประกอบกับคำวินิจฉัย 66/2556 ระบุว่าการบุกรุกยึดสถานที่ราชการไม่เกิดขึ้นแล้ว และสถานการณ์ได้พัฒนาไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรและเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงไม่มีมูลเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 68 วรรค 1 นั้น แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการไต่สวนของพนักงานสอบสวน เพราะนายสุเทพกับพวกได้ร่วมกันขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายให้ฝ่ายบริหารไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารประเทศไทย บุกรุกเข้ายึดสถานที่ราชการ คือกระทรวงการคลังและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ทั้งขู่เข็ญ ตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า เป็นเหตุให้ข้าราชการไม่กล้าเข้าไปทำงาน หรือเข้าที่ทำงานไม่ได้ อันเป็นการยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

"ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันศาลอาญา ให้ต้องฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ"

ส่วนการที่ผู้ต้องหาอ้างเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ศาลอาญาเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพจนปราศจากขอบเขต หรือไปละเมิดสิทธิของประชาชนผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะต้องไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะเป็นกฎหมายที่ตราออกมาบังคับประชาชนทุกคน

"การอ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีอัตราโทษสูง จึงไม่อาจถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ต้องหา เป็นการชุมนุมที่สงบตามที่กล่าวอ้าง" เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4946/2555

ขณะที่คำกล่าวอ้าง เกี่ยวกับพนักงานสอบสวนขอหมายจับมิชอบ โดยไม่มีการรับฟังพยาน ผู้ต้องหา และออกหมายเรียก ศาลเห็นว่าการออกหมายจับ เป็นอำนาจศาลโดยตรง เมื่อศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานตามสมควร ว่าผู้ต้องหาน่าจะทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงเกิน 3 ปี ศาลย่อมใช้ดุลพินิจออกหมายจับได้ทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1) ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกก่อน เพราะการออกหมายจับเป็นเพียงขั้นตอน เพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม ดังนั้น การออกหมายจับผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนหมายจับ.

โดย: ไทยรัฐออนไลน์

19 ธันวาคม 2556, 17:30 น.

'วิชา'ชี้ อดีต 383 ส.ส.-ส.ว.คิดเอาเอง ควรลงเลือกตั้งหรือไม่

 

'วิชา'ชี้ อดีต 383 ส.ส.-ส.ว.คิดเอาเอง ควรลงเลือกตั้งหรือไม่

“วิชา” เผย ไต่สวนผู้ร้องจบ ธ.ค.นี้ เหน็บอดีต 383 ส.ส.-ส.ว. ถ้าอยากไปตายเอาดาบหน้า ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ช่วยไม่ได้ ให้ไปวัดดวงเอาเอง...

นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนกรณีร้องขอให้ถอดถอนและดำเนินคดีอาญาสมาชิกรัฐสภาจำนวน 383 คน จากการร่วมลงชื่อเสนอ พิจารณา และลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนผู้ร้อง คาดว่าประมาณวันที่ 23-24 ธ.ค. จะสามารถไต่สวนในส่วนของผู้ร้องได้ครบทั้งหมด จากนั้นจะสรุปเพื่อดำเนินการขั้นตอนในส่วนของผู้ร้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ธ.ค.

แล้วหลังปีใหม่จะเริ่มดำเนินการไต่สวน ผู้ถูกร้อง แล้วจึงสรุปขั้นตอนทั้งหมดของผู้ถูกร้องอีกครั้ง เพื่อที่จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป อย่างไรก็ตาม ยืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช.จะทำเรื่องนี้ให้เร็ว แต่คดีนี้ไม่สามารถสิ้นสุดภายในเดือน ธ.ค. อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากวันเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป จะส่งผลกระทบต่อการไต่สวนคดีดังกล่าวหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ถ้าเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ป.ป.ช.ก็จะได้มีการยืดหยุ่นบ้าง แต่คนที่จะรู้สึกถูกบีบหัวใจคือ คนที่ต้องการให้เสร็จเร็ว เพราะหาก ป.ป.ช.ไม่สามารถพิจารณาให้เสร็จเร็ว อย่างที่เขาต้องการแล้วจะทำอะไรได้

ดังนั้น ไม่เสร็จ คือ ไม่เสร็จ และเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อผู้ที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.ไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อเมื่อวุฒิสภามีมติถอดถอน อันจะมีผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และห้ามปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 5 ปี โดยการถอดถอนจะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของที่ประชุมวุฒิสภา แต่หากวุฒิสภามีมติไม่ให้ถอดถอน ถือว่าเรื่องนี้จบกันไป

เมื่อถามว่า หาก ป.ป.ช.ชี้มูลเรื่องนี้ก่อนวันที่ 2 ก.พ. 57 นายกฯ ในขณะที่รักษาการจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า กรณีที่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือการดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่ที่เกี่ยวกับตำแหน่งนายกฯ คือ การนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่ได้ชี้มูลกันง่ายๆ เพราะเป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีถอดถอน ซึ่ง ป.ป.ช.แยกกันอย่างชัดเจน และตนไม่เข้าใจว่า อดีตสมาชิกรัฐสภา 383 คน จะมีข้อกังวลอะไรกันนัก เพราะการไต่สวนของ ป.ป.ช. ไม่มีผลกระทบต่อการเป็น ส.ส.ของพวกเขาเลย เว้นแต่วุฒิสภาจะพิจารณาให้ถูกถอดถอนด้วยเสียง 3 ใน 5 ของที่ประชุม เมื่อนั้นถึงจะถูกห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 5 ปี ต้องหลุดออกจากตำแหน่งในทันที

“ถ้าผู้ที่มีรายชื่อใน 383 คน จะยังคงลงรับสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ช่วยไม่ได้ หากคิดว่าจะไปตายเอาดาบหน้าแล้วใครจะว่าอะไร คนที่จะลงต้องวัดดวงกันเอาเอง ช่วยไม่ได้ ต้องใคร่ครวญให้ดี ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องไปบอกว่าสมควรจะลงรับสมัครเลือกตั้งหรือไม่ เป็นเรื่องของผู้ถูกร้องที่ต้องคิดเอาเองว่าสมควรจะเว้นวรรคตัวเองหรือไม่ เหมือนในสมัยของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลในคดีรถและเรือดับเพลิงแล้ว ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยว อย่างนั้นถึงจะสง่างามใช่หรือไม่” นายวิชา กล่าว.

โดย: ไทยรัฐออนไลน์

19 ธันวาคม 2556, 19:36 น.

องค์กรสื่อ หนุนยึดจรรยาบรรณ นำประเทศฝ่าขัดแย้ง

 

องค์กรสื่อ หนุนยึดจรรยาบรรณ นำประเทศฝ่าขัดแย้ง

"เวทีสื่อมวลชน" ชี้ สื่อต้องกำหนดจุดยืนให้ชัดต่อสถานการณ์การเมือง พร้อมเสนอข้อเท็จจริงรอบด้าน เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆ เสมอ

วันที่ 18 ธ.ค. ในเวทีรับฟังความคิดเห็นสื่อมวลชน “สถานการณ์การเมืองและการปฏิรูปประเทศไทย” ที่จัดขึ้นโดยสมาคม นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย มีบรรณาธิการสื่อมวลชนหลายสำนักได้ให้มุมมองขององค์กรวิชาชีพต่อจุดยืนในสถานการณ์ขณะนี้ ได้สรุปเบื้องต้นว่า สื่อต้องกำหนดท่าทีและจุดยืนที่ชัดเจนต่อสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะต้องมีการนำเสนอข้อเท็จจริงที่รอบด้าน รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้กลุ่มที่ขัดแย้งได้เจรจาหาข้อตกลงกัน ขณะเดียวกันสื่อต้องยึดมั่นในวิชาชีพ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เจ้าขององค์กรที่อาจไม่เข้าใจในจรรยาบรรณด้านนี้ได้ ตระหนักเห็นความสำคัญ ทั้งนี้สื่อจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยนายเทพชัย หย่อง ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ชี้ว่าเป็นความท้าทายของสื่อกระแสหลัก และองค์กรวิชาชีพ ที่จะกลับมามีบทบาท ทำให้สังคมเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองอย่างถ่องแท้รอบด้าน เที่ยงธรรม เพราะปัจจุบันสื่อใหม่มีอิทธิพลในการชี้นำทางสังคม ซึ่งการแสดงจุดยืนถือเป็นเรื่องรอง

 


นายวิวัฒน์ จันทสุวรรณโณ รองหัวหน้าแผนกข่าวในประเทศ ททบ.5  มองว่า สื่อหลักต้องเป็นตัวยืน ในการนำเสนอข่าวสาร  แต่ปัญหาคือ สื่อ โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาท และล้ำหน้าสื่อหลักไปแล้ว เข้าถึงคนมากขึ้น ทำให้ผู้คน รับสารจากสื่อหลักน้อยลง ดังนั้น จึงต้องทบทวนว่า สื่อหลักจะทำอย่างไรในการนำเสนอข้อเท็จจริง และให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น

นายสำราญ ฉัตรโท รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายข่าว ช่อง 3 มองว่า การปฏิรูปประเทศเป็นคำตอบระยะต้นเพื่อหาทางออกประเทศ ซึ่งวิกฤติประเทศเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่ไทยจะเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ก้าวข้ามประชาธิปไตยแบบตัวแทน ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันในการนำเสนอในสังคมรับรู้และเข้าในถึงระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องสร้างกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม ต้องแยกประเด็นปัญหาให้ออก หากทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ หรือรัฐประหาร เพราะกระบวนการการมีส่วนร่วมถือเป็นแก่นแท้ที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยดังนั้นสื่อควรกำหนดบทบาทความเป็นกลาง ในสถานการณ์ที่จะปฏิรูปประเทศ ว่าจะเสนอข่าวอย่างไรให้ประเทศหลุดพ้นวิกฤติไปได้

นายคฑาธร อัศววิรัฐติกรณ์ ตัวแทนช่อง 7 เห็นว่า บทบาทของสื่อมวลชนมีอิทธิพลแรงกดดันให้การชุมนุมเป็นไปตามกรอบความสันติ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ในภารกิจการเสนอข่าวในการชุมนุมที่จะมีขึ้นอีกในไม่กี่วันนี้ และจะช่วยเหลือ พร้อมเสนอให้สื่อเป็นคนกลางประสานให้เวทีปฏิรูปประเทศของรัฐบาลและเวทีสภาประชาชน มาหารือผนวกรวมกัน โดยต้องไม่เปลี่ยนแปลงโมเดลของทั้ง 2 เวที

นายสุนทร ทาซ้าย บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวยอมรับว่า สื่อหนังสือพิมพ์ มีบทบาทความสำคัญลดน้อยลง หากเปรียบเทียบกับสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และโซเชียลมีเดีย แต่สื่อใดยิ่งมีอำนาจมากที่สุดก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเช่นกัน ดังนั้น การเสนอข่าวจึงต้องยึดมั่นบนพื้นฐานความเป็นจริง โดยไม่ต้องกลัวและมีอคติ (ไม่เป็นขี้ข้าใคร) แต่ยอมรับว่าการพูดเป็นเรื่องง่าย แต่การกระทำ ทำได้ยาก เช่นเดียวกับคำว่าปฏิรูป ที่ใครๆ ก็พูดได้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ

นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เชื่อสังคมคาดหวังว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมีความเห็นต่อวิกฤติทางการเมืองขณะนี้อย่างไร ดังนั้นแต่ละองค์กรสื่อควรแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ต้องทำทันที โดยไม่ต้องถกเถียงกันว่าจะต้องปฏิรูปประเทศก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง

 

ขณะที่นายประสงค์ เลิศรัตน์วิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่าปัจจุบันสื่อหลัก โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ให้พื้นที่และเวลาต่อการรายงานสถานการณ์ น้อยเกินไป เนื่องจากยังติดขัดในช่วงเวลาของรายการที่ทำรายได้ให้กับสถานี

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยสื่อมวลชนว่า สื่อต้องมีจรรยาบรรณและจริยธรรมของวิชาชีพ และต้องทำหน้าที่รักษาวิชาชีพตัวเองด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เป็นอาชีพที่มีผลบวก และลบในสังคม ที่อาจจะนำมาสู่ความเสียหายหรือประโยชน์ให้กับประเทศ เพราะสื่อไม่ได้ทำหน้าที่แค่เสนอข่าวสารและต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำหน้าที่ของสื่อ ในการถ่ายทอดข่าวสารและเผยแพร่ข้อมูล ที่ปราศจากความเป็นจริง ภายใต้จรรยาบรรณสื่อ ดังนั้น สื่อต้องทบทวนบทบาทการทำหน้าที่ของตนเอง.

โดย: ไทยรัฐออนไลน์

18 ธันวาคม 2556, 14:50 น.

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเดินทางในเมืองหลวง (1): รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์)

 29 พฤศจิกายน 2013

ณัฐเมธี สัยเวช

ผมเป็นคนที่สัญจรในเมืองหลวงด้วยขนส่งมวลชนเป็นหลัก และขนส่งมวลชนที่คุ้นเคยที่สุดก็คงจะไม่พ้นรถโดยสารประจำทางอย่างรถเมล์ ทั้งแบบที่บริหารจัดการโดยองค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) และรถร่วมบริการทั้งหลายแหล่ และการโดยสารนี้ก็เป็นมาตั้งแต่จำความได้ เนื่องด้วยบ้านผมนี้ไม่เคยมีรถส่วนตัวเป็นของตัวเองเลย เนื่องจากสมัยที่คุณพ่อคุณแม่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ นั้น ที่ทำงานของพวกท่านสามารถไปถึงได้ด้วยรถเมล์โดยไม่ยากเย็นอันใดนัก พ่อนี่นั่งรถเมล์ต่อเดียวถึงภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แม่นี่นั่งไปประมาณเกือบชั่วโมง แล้วต่อสายอื่นอีกสองป้ายก็ถึงที่ทำงาน

เล่าขำๆ (แบบที่ถ้าคิดดีๆ ก็ไม่ขำ) สมัยก่อนนี่ไม่กล้าบอกใครเลยว่าที่บ้านไม่มีรถ เพราะคิดว่ามันเป็นเกณฑ์ชี้วัดฐานะทางการเงินอย่างหนึ่ง (สมัยเด็กๆ ก็คิดว่ามันคือตัวชี้รวยชี้จนล่ะครับ) มานั่งคิดดูทุกวันนี้ เออ พ่อแม่เราก็ฉลาดดี ก็มันเดินทางได้ง่ายๆ จะมีรถทำไม

ผมก็เลยคุ้นเคยกับรถเมล์มาแต่เด็ก คุ้นแบบที่คุ้นจนถึงบันไดล่างสุดที่ประตูนั่นแหละ เพราะสมัยผมเรียนชั้นมัธยม ที่ยังไม่มีกฎเคร่งครัดเรื่องว่าต้องปิดประตู บ่อยครั้งที่คนทะลักล้นรถเมล์เล็กจนผมต้องเกาะราวประตูยืนขาเดียวบนบันไดชั้นล่างสุด อีกขาห้อยออกมานอกตัวรถ โอ้โฮ คุณเอ๋ย จังหวะกลับรถตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนี่รู้สึกเหมือนสู้กับมังกร มันตื่นเต้นเร้าใจเหมือนอาจตายในเสี้ยววินาที

ตอนนี้อายุสามสิบสอง ปัดเป็นตัวเลขกลมๆ แล้วผมใช้รถเมล์มาสามสิบปีเห็นจะได้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.com

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.com

สามทศวรรษนี่มากพอให้เห็นปัญหามากมายจากการโดยสารรถเมล์นะครับ และที่โหดเหี้ยมนักก็คือ สามสิบปีแล้วมันก็ยังมีปัญหาแบบนี้อยู่ วันนี้ก็เลยอยากเอามาแบ่งปันกัน บางข้อนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (นี่ผมก็แฟนท่านคนหนึ่งนะ หรือภาษาวัยรุ่นเขาเรียก “ติ่ง”) ก็อาจจะเล็งเห็นและเริ่มดำเนินการแก้ไขไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ ผมไม่มั่นใจอะไรในความยั่งยืนทั้งหลายของบ้านเมืองนี้ เพิ่งต้นหนาวแต่อากาศการเมืองร้อนเป็นกลางเมษาแบบนี้ ไม่รู้อะไรจะเป็นอะไร ออกก้อยก็อาจหัว ออกหัวก็อาจก้อย เรื่องที่เห็นแล้วก็เลยคงต้องพูดซ้ำๆ ย้ำกันไป

1. เมื่อไหร่จะมา

ผมเคยรอรถเมล์อยู่หนึ่งชั่วโมง…

น้ำหนักตัวผมนี่เฉลี่ยอยู่ที่ 0.1 ตัน (ครับ 100 กิโลกรัม) การรอรถเมล์นานหนึ่งชั่วโมงนั้นทำร้ายร่างกายและจิตใจเป็นอันมาก ยิ่งรอนานก็ยิ่งไม่ต้องหวังละครับ ว่าขึ้นรถแล้วจะได้นั่งให้คลายเมื่อยหรือลดปัญหารักแร้แฉะ เพราะก็คงมีคนอื่นที่รอนานอย่างเราเหมือนกัน กว่ารถจะมาถึงเรา เขาก็คงทั้งนั่งทั้งยืนจนเต็มคันกันไปหมด

มิตรสหายท่านหนึ่งของผมเคยแนะนำให้แก้ปัญหา (ทางใจ) นี้ด้วยการใช้แอปพลิเคชัน Google Maps ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวนั้น เมื่อเราทำการค้นหาเส้นทางโดยพิมพ์ระบุจุดหมายปลายทางของเราลงไป มันสามารถบอกได้ด้วยว่าจากจุดที่เราอยู่นั้นต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร และรถเมล์สายดังกล่าวจะมาถึงภายในเวลาเท่าไหร่

ทว่า…ใช้การไม่ได้ดังใจครับ

คือ บางท่านนั้นที่เคยใช้งานก็บอกว่าแอปฯ นี้สามารถบอกเวลาได้ถูกต้องแม่นยำ บางท่านเดียวกันนั้นก็บอกว่าคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่สำหรับผม มันคลาดเคลื่อนอย่างหนักหนา ครั้งหนึ่งบอกว่าอีกสิบหน้าทีรถเมล์จะมา แต่รอไปชั่วโมงหนึ่งแล้วก็ยังไม่มา สุดท้ายต้องเรียกแท็กซี่ด้วยหัวใจสั่นไหว คอยหันมองว่าจะไม่มีรถสายดังกล่าววิ่งตามหลังหรือบดขยี้หัวใจด้วยการแซงแท็กซี่ที่ผมนั่งไป

อ้อ แต่แน่นอนครับ บอกว่าอีกสิบห้านาที แต่เห็นรถตรงรี่มาที่หน้าแล้วก็มีเช่นกัน

ผมคงไม่ตั้งข้อสงสัย ว่าคลาดเคลื่อนเพราะอะไร หรือทำอย่างไรแอปฯ ดังกล่าวจึงสามารถคาดประมาณเวลามาถึงให้เราได้ เพราะว่า สิ่งที่ผมคำนึงจริงๆ ในเรื่องนี้ก็คือ แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันดังกล่าวเล่า เขาจะมีทางออกอย่างไร

และสิ่งที่ต้องคำนึงยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ครั้งหนึ่ง ผมเคยต้องรอรถเมล์ตอนเวลาประมาณเที่ยงคืน รอด้วยความไม่แน่นอนในชีวิตอย่างร้ายกาจ กระวนกระวายพอกับอีกสามสี่คนที่ยืนปะปนที่ป้ายเดียวกัน เพราะผมไม่รู้ว่ารถเมล์สายที่ผมจะขึ้นนั้นวิ่งตลอดคืนหรือไม่ และถ้าไม่ตลอดคืน รถเมล์คันสุดท้ายของสายนั้นได้ผ่านป้ายรถเมล์ที่ผมรออยู่ไปหรือยัง ปัญหาเหล่านี้นี่ ลำพังการทราบว่ารถเมล์คันสุดท้ายอกจากท่ากี่โมงนั้นช่วยอะไรไม่ได้ และการโทรถามสายด่วนของ ขสมก. (เมื่อก่อนคือหมายเลข 184 ปัจจุบันนี้คือ 1348) ก็ช่วยไม่ได้ด้วยเช่นกัน เพราะ 1. จากที่เคยใช้ เข้าใจว่าสายด่วนให้บริการถึงสามทุ่ม 2. สายด่วนไม่น่าบอกผมได้ว่ารถคันสุดท้ายของสายนั้นผ่านป้ายที่ผมรออยู่ไปหรือยัง

รถเมล์ฟรี ที่มาภาพ : http://image.mcot.net

รถเมล์ฟรี ที่มาภาพ : http://image.mcot.net

ปัญหาเรื่องไม่รู้ว่าสายที่รอนั้นผ่านไปหรือยังนี่ใหญ่มากนะครับ คือ ถ้าให้คิดอย่างเหมารวม และตัดสินคนจากภายนอก คนที่จนดึกดื่นแล้วยังรอรถเมล์แทนที่จะขึ้นแท็กซี่ เหตุผลหนึ่งย่อมไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ อาจไม่ใช่อะไรระดับว่าขัดสนจนยากหมากแพง แต่ก็อาจเป็นคนที่ถ้าเลือกได้ก็อยากจะประหยัดกัดก้อนไว้ใช้ในวันหน้า ซึ่งผมว่า การได้รู้อย่างชัดเจนว่ารถเมล์จะมาถึงเมื่อไหร่ คันสุดท้ายผ่านจุดที่เรายืนรออยู่ไปหรือยัง เหล่านี้สร้างความมั่นคงในชีวิตและจิตใจได้โขอยู่ทีเดียว อย่างน้อย ก็ทำให้สามารถวางแผนชีวิตได้ ว่าจะเอายังไงต่อไป ไม่ใช่ยืนกันไปอย่างมืดมนไร้หนทาง รถบางสาย ต้นทางอยู่สำโรง คนจะขึ้นยืนงงอยู่แถวทองหล่อ ต้องการไปยังสุดสายปลายทางอย่างสายใต้ใหม่ล่าสุด ผมว่านั่นเป็นภาวะที่สุดจะกล่าวจริงๆ

2. หลงทางกลางป้าย

หากใช้บริการรถเมล์แล้ว ก็ย่อมน่าจะเคยเห็นกันใช่หรือไม่ครับว่า ที่ป้ายรถเมล์นั้น จะมีบอกไว้ว่าสายอะไรบ้างที่ผ่านป้ายดังกล่าว

นั่นก็ถือว่าดีสำหรับคนแปลกที่แปลกหน้าผู้ทำการบ้านมาดี คือ รู้ว่าจากป้ายนี้แล้วตนต้องขึ้นสายอะไร

แต่กับคนที่จับพลัดจับผลูไปโผล่ที่ป้ายนั้นแล้วละก็…

เป็นปัญหานะครับ เพราะบางที จะถามคนอื่นที่ยืนอยู่ที่ป้าย เขาก็ไม่ได้สามารถจะบอกเราได้เสียทุกคนทุกคราวไป ทั้งมีบ่อยครั้งที่ผมได้ยินการ “บอกผิด” ที่ทำให้ตัวเองต้องรีบออกตัวยื่นหน้าไปแก้ไขให้แทบไม่ทัน ครั้นจะให้ผู้แปลกถิ่นหวังดูเอาจากป้ายข้างรถเมล์ที่มาจอด ป้ายนั้นก็เล็กเหลือเกิน บางทีก็จอดไม่นานพอให้ทันมองรู้เรื่อง ครั้นจะถามกระเป๋ารถเมล์ ถ้าบางคันไม่จอดล่ะ จะไปโบกให้จอดเพื่อถามก็อาจจะไม่งามนัก

3. จะถึงที่หมายหรือตายกลางทาง

อันนี้คงไม่ต้องกล่าวอะไรกันมาก เพราะเป็นประจำสม่ำเสมอ กับการที่เราต้องเจอปัญหารถเมล์ซิ่งนรก ขับเร็วจนน่าหวาดเสียว ต่อให้ไม่ไปเฉี่ยวชนกับใคร เอาแค่จังหวะเบรก แรงเฉื่อยก็แทบจะเทคนที่ยืนอยู่ไปกองรวมกันตรงเครื่องรถที่ข้างพวงมาลัย หนำซ้ำ คนที่ไม่ได้ใช้บริการรถเมล์ แต่ต้องใช้ถนนร่วมกับรถเมล์ ต่างก็ต้องมีส่วนเสี่ยงไปกับความน่าหวาดเสียวนี้ด้วยอย่างไม่แพ้กัน

แล้วเราจะทำอย่างไร

สำหรับปัญหาในข้อ 1. และ 2. นั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แอปพลิเคชันชั้นเลิศในสมาร์ทโฟน เพราะจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน และต่อให้เข้าถึงสมาร์ทโฟน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งย่อมแปลว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันอัจฉริยะได้

ผมคิดว่าเราน่าจะต้องการระบบป้ายรถเมล์อัจฉริยะ หรือจริงๆ คือระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ ที่สามารถทำให้เราทราบได้จากป้ายรถเมล์ที่เรายืนอยู่ว่า ขณะนี้รถเมล์สายที่เรารออยู่นั้นอยู่ที่ไหนแล้ว จะมาถึงป้ายภายในเวลาเท่าไหร่

กับปัญหาในข้อ 2. ถ้าสามารถรวมอยู่ในป้ายรถเมล์อัจฉริยะด้วยก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น อย่างน้อย ขอแผนที่ใหญ่ๆ ชัดๆ และป้ายใหญ่ๆ ชัดๆ ที่บอกเราได้ว่ารถเมล์สายไหนผ่านป้ายนี้บ้าง และจะผ่านไปไหนบ้าง ก็จะช่วยเหลือได้มาก

เบื้องต้น ถ้าให้จัดการกันเอง เฉพาะในหมู่ผู้เข้าถึงสมาร์ทโฟนและสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ผมไปเจอเพจหนึ่งในเฟซบุ๊กมา ชื่อเพจ “เมล์ฉันอยู่ไหน?” ซึ่งเป็นการให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ขึ้นรถเมล์สาย 40 เข้ามาโพสต์แจ้งว่าตอนนี้รถเมล์สาย 40 คันที่ตัวเองโดยสารนั้นอยู่ที่ตรงไหนของเส้นทางแล้ว (ที่เคยเข้าไปดูนี่เห็นมีคนที่บอกว่าตัวเองเป็นพนักงานขับรถของรถเมล์สายดังกล่าวเข้ามาโพสต์ด้วยนะครับ) ผมว่าอันนี้เป็นโมเดลแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่เข้าท่ามาก แต่ในระยะยาวมันไม่ควรเป็นทางแก้ปัญหาหลักนะครับ เราน่าจะต้องการระบบที่ออกแบบมาจัดการแก้ปัญหานี้ให้

นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ที่อยากได้แถมขึ้นมาอีกก็คือ ระบบป้ายรถเมล์และรถเมล์ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา เราหวังแต่น้ำใจให้ประชาชนหยิบยื่นกันเองไม่ได้นะครับ ผมเคยเจอมาแล้ว กับเหตุการณ์ที่ผู้พิการทางสายตาตะโกนถามและขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสารร่วมป้าย ว่ารถเมล์ที่เข้าป้ายนั้นสายอะไร แต่ไม่มีใครตอบสักคน จนผมกับแฟนไม่อาจไว้ใจอะไรได้ ต้องยอมเสี่ยงจะพลาดรถเมล์คันสุดท้าย เพื่อส่งชายตาบอดคนนั้นไปพ้นป้ายด้วยรถเมล์สายที่เขาต้องการ แล้วผมไม่ได้ทำเพราะมีน้ำใจนะครับ แต่ผมอยากให้สังคมมันอยู่ในสภาพที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตร ผมอยากได้สังคมแบบนั้น เพราะมันจะดีกับตัวผมด้วย

จริงๆ กรณีคนตาบอดนี่ หลายปีก่อนผมจำได้ว่ามีรถเมล์ที่มีเสียงประกาศบอกสายอัตโนมัติเมื่อเข้าป้าย แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงหายไปและไม่ปรากฏมีอีก

ส่วนปัญหาข้อที่ 3. มาถึงทุกวันนี้นี่ ชัดเจนมากๆ แล้วว่าปัญหาเรื่องขับเร็วขับอันตราย ไปจนถึงเรื่องอย่างพนักงานไม่สุภาพนั้น มักเกิดในรถร่วมบริการ โดยเฉพาะรถเมล์เล็ก (ในขณะที่ฝั่ง ขสมก. จะมีปัญหาเรื่องการไม่จอดรับผู้โดยสาร) ซึ่งเหตุแห่งปัญหานั้นก็ได้รับการเปิดเผยออกมาบ้างแล้วว่า เป็นผลมาจากเรื่องการต้องดิ้นรนหารายได้ ซึ่งเป็นทั้งในแง่ค่าครองชีพของตน หรือเป็นนโยบายของทางผู้ให้บริการ ว่าจะต้องวิ่งกี่รอบ ต้องให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้

กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือรถเมล์สาย 8 ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องบริการไม่น่าประทับใจ ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ รมว.กระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ได้ข้อมูลเปิดเผยมาว่าเพราะไม่มีเงินเดือน รายได้ของคนขับและกระเป๋ารถเมล์นั้นจะมาจากส่วนแบ่งค่าตั๋ว เป็นเหตุให้ต้องทำเวลา เพื่อสามารถวิ่งหลายรอบ จะได้รับผู้โดยสารได้เยอะขึ้น (ดูเพิ่มเติม) เป็นลักษณะที่ว่า “ยิ่งผู้โดยสารมีมากเท่าไร ก็ยิ่งได้เงินมากขึ้นเท่านั้น” (อ่านเพิ่มเติม)

และที่น่าสนใจ เมื่อไปค้นดูก็พบว่า ก่อนจะมีการลงพื้นที่ของนายชัชชาติในครั้งนี้จนมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ก็เคยมีบทความที่พูดถึงรายได้ของพนักงานรถเมล์สาย 8 ในแบบเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่งครับ ข้อมูลดังกล่าวอยู่ในหน้าที่ 3 ของบทความที่มีชื่อว่า “เหตุใดพนักงานขับรถของ ขสมก. จึงไม่ค่อยจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร?” โดย ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร ซึ่งระบุว่าตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2004 หรือ พ.ศ. 2547 ซึ่งก็คือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่า ปัญหาด้านโครงสร้างอย่างนี้ดำรงตนอยู่มายาวนานโดยไม่เคยมีใครไปแตะต้อง หรือหนักหนากว่านั้นคือไม่มีใครรู้

แทนที่จะไปตรวจตราวินัยอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียว เรื่องนี้ผมเห็นว่าเราควรแก้ปัญหาโดยไปจัดการทางด้านรายได้ของผู้ให้บริการด้วยนะครับ มันก็เป็นความจริงอยู่หรอก หากจะบอกว่าผู้ให้บริการนั้นควรจะมีสำนึกต่อหน้าที่ ตระหนักให้ดีว่าตนเองต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสาร หรือบอกว่าควรจะต้องมี service mind อันหมายถึงจิตใจที่พร้อมให้บริการ แต่ว่า ถ้าเราเอาแต่แก้ปัญหาโดยไปเคร่งครัดในเรื่องเหล่านั้น คุมกฎให้เข้มขึ้น โดยไม่ทำการแก้ไขในเรื่องรายได้ของผู้ให้บริการ ให้เกิดหลักประกันเป็นความแน่นอนของค่าครองชีพไปด้วย ผมว่ามันจะเป็นการทำให้ผู้ให้บริการต้องรับแรงกดดันจากหลายทางเสียมากกว่า

เรามักจะเห็นว่า รถของ ขสมก. จะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องพวกนี้ ซึ่งปัญหานั้นก็มาจากการที่พนักงานของ ขสมก. นั้นมีเงินเดือนขั้นต่ำเป็นที่แน่นอน ทำให้รายได้หลักไม่ต้องไปผูกกับจำนวนรอบในการวิ่งและจำนวนผู้โดยสาร การมีรายได้ที่แน่นอนว่าจะได้รับในแต่ละเดือน และอย่างน้อยควรจะอยู่ที่ระดับของค่าแรงขั้นต่ำนั้นสำคัญนะครับ มันคือหลักประกันความมั่นคงในชีวิต เราจะเรียกร้อง service mind ก็ควรจะต้องให้มันเป็นไปบนฐานของรายได้ที่เป็นธรรมด้วย ซึ่งอย่างไรถึงเป็นธรรม และจะทำอย่างไรให้เป็นธรรมนั้น นี่คงเป็นเรื่องที่จะต้องมาทำกันอย่างจริงจังเสียที

ผมเชื่อว่า กับเรื่องแบบนี้ ถ้าปากท้องปลอดภัย คงไม่มีใครอยากทำอะไรให้เสี่ยงอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่นครับ

http://thaipublica.org/2013/11/travel-in-capital-city-1/

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

องค์กรเอกชนเสนอทางออก-ปฏิรูปประเทศ ย้ำตกลงให้ได้ก่อนเลือกตั้ง

 ส.ออกแบบประเทศไทย-องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น-สช.-องค์กรสื่อ- ร่วมเสนอทางออก-แนวทางปฏิรูปประเทศ แนะรอจังหวะที่เหมาะสม ทำข้อตกลงให้ได้ก่อนเลือกตั้ง หวั่นนักการเมืองแกล้งลืม

001201213m1

วันที่ 12 ธันวาคม 2556 องค์กรเอกชน อาทิ สถาบันออกแบบประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) 

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ฯลฯ 

ร่วมจัด เสวนา "พลังภาคประชาชน ทางออกประเทศไทย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

ณ หอประชุมพุทธคยา อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า

โดยมี นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ กรรมการสถาบันออกแบบประเทศไทย ดร.มานะ นิมิตรมงคล ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา

นายธราดล กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยจากมุมคิดของสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย มองว่า 

ควรปฏิรูป 3 ด้าน 9 ประเด็น ประกอบด้วย ได้แก่ 

1.ปฏิรูปการเมือง การปกครอง และธรรมาภิบาล 

ทั้งปฏิรูปภาคการเมือง ที่มีระบบถ่วงดุลอำนาจ กำหนดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ปฏิรูประบบราชการ

และกระจายอำนาจ ให้ปลอดจากการเมือง ปฏิรูประบบยุติธรรม ปฏิรูประบบตรวจสอบอันเข้มข้นจากภาคประชาชน 

พื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง และปฏิรูปสื่อสารมวลชน

2.ปฏิรูปสวัสดิการสังคม และการศึกษา จัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึง มุ่งสังคมสวัสดิการ 

และให้โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และ 

3.ปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม

ด้านดร.มานะ กล่าวถึงกฎหมายที่ใช้จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่นทำได้ยาก มีปัญหาในการบังคับใช้ 

ฟ้องร้องคดีและลงโทษได้ยาก ทำให้ไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ทั้งนี้ ตามกฎหมาย

มีหลายมาตราที่บัญญัติไว้แล้ว แต่ถูกมองข้าม ไม่นำมาบังคับใช้ เช่น มาตรา 61 องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 

และกฎหมาย ป.ป.ช.หลายมาตราเสนอรัฐบาลแล้วก็ตกไป ไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง

"จะเห็นได้ว่า กลไกทางกฎหมายทั้ง 2 ทางก็เป็นหมัน ดังนั้น ควรใช้โอกาสนี้ทำการตกลงเรื่องข้อเสนอต่างๆ 

รวมถึงการปฏิรูปให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นนักการเมืองจะแกล้งลืม มองข้ามไปอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ 

เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่มักอ้างเสมอว่าให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น

เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการ แต่แท้จริงแล้วไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ เลยสักครั้ง"

ขณะที่นพ.อำพล เสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

1.ประชาธิปไตยแบบตัวแทน จากที่ผ่านมานักการเมืองถืออำนาจที่ได้รับจากประชาชนในฐานะผู้แทนเป็นสิทธิ์ขาด จะทำอะไรก็ได้ คิดถึงแต่ประโยชน์ข้างบน ไม่ได้สร้างความผาสุกให้คนข้างล่าง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ดังนั้น ต้องปฏิรูปด้วยการสร้างระบบควบคุมกำกับการทำงานระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าไปมีบทบาท รับฟังความเห็นประชาชนในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ของประเทศ เพราะอำนาจต่างๆ นั้นยังอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

2.พลิกกลับสามเหลี่ยมอำนาจโดยการกระจายอำนาจ จากอำนาจรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ซึ่งไม่สมดุล ต้องพลิกกลับสามเหลี่ยมอำนาจให้สมดุล โดยการพลิกคืนอำนาจในการตัดสินใจ การบริหารจัดการทรัพยากรให้กับชุมชน ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในพื้นที่ 

เมื่อเกิดผลเสียรัฐไม่ได้ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย

3.ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญ 2540-2550 ในหมวดสิทธิชุมชน ระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐจะต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วม 

การตัดสินใจ การวางนโยบาย การพัฒนาประเทศ การตัดสินใจสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ 

ดังนั้น ควรสร้างระบบและกลไกนี้ขึ้น

4.พลังพลเมือง ที่ต้องคอยเฝ้าระวังตรวจสอบ เพราะบ้านเมืองจะดีขึ้นได้จากพลังพลเมืองอิสระ หากส่งเสริมด้านนี้มากๆ 

พลังนี้จะเป็นตัวกำกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้

ด้านนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การยื่นเงื่อนไขเพื่อหาทางออกให้สังคมขณะนี้ เรื่องจังหวะที่ดีมีความสำคัญอย่างมาก ต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลง หรือยื่นข้อเสนอบางอย่างที่สามารถทำได้ในช่วงจังหวะนั้นๆ เปรียบเสมือนกับการให้ยา ต้องเลือกว่ายาชนิดไหนจะเหมาะสมกับอาการขณะนี้ อาจต้องเริ่มจากยาที่ไม่ขมมาก อย่างยาเรื่องคอร์รัปชั่นสำหรับเวลาอาจจะขมเกินไปจนเกิดอาการคาย แทนที่จะกลืน จึงอาจเริ่มจากวิตามินเม็ดเล็กๆ ให้รู้ว่าการรักษานั้นไม่ยากลำบาก ไม่ขม ก็จะยอมรับมากขึ้น พูดคุยต่อรองกันได้มากขึ้น

ในด้านสื่อสารมวลชน นายจักร์กฤษ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสื่อไม่เพียงพอ และ

สื่อฯ ก็ไม่สามารถมีจุดยืนได้ เนื่องจากปัจจุบันนี้ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป มีปัจจัยที่ไม่สามารถนำเสนอรายงานสถานการณ์

โดยละเอียดครบถ้วนเช่นเดียวกับทีวีเคเบิลที่เป็นสื่อทางเลือกได้ รวมถึงมีการใช้วาทกรรมหรือถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง 

เมื่อสื่อนำเสนอสิ่งเหล่านี้ไปสู่ประชาชนมากๆ บวกกับความรู้สึกที่ไม่ดีอยู่แล้ว อาจจะนำพาไปสู่ความรุนแรง เช่นเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ขณะที่นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตที่ประเทศเราเจอตอนนี้ ไม่มีองค์กรใดหรือหน่วยงานใดสามารถทำการแก้ไขปฏิรูปได้โดยลำพัง เพราะวิกฤติครั้งนี้ซับซ้อน มีตัวแปรมาก และมีความเชื่อมโยงที่หลากหลาย ทำให้อ่านเกมไม่ออก การจะให้เพียงองค์กรเดียวมาเปลี่ยนแปลงจึงทำได้ยาก อีกทั้งยังมีชุดความคิดในการปฏิรูปที่หลากหลาย ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องค้นหาหนทางที่จะสร้างความร่วมมือไปสู่การปฏิรูปประเทศในระยะยาว โดยการแชร์พลัง ความตั้งใจ และความคิด ร่วมกัน และตนเชื่อว่าประชาชนที่ออกมาจำนวนมากในครั้งนี้เป็นต้นทุนอันสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า "เป็นการสร้างแผ่นดินที่อบอุ่นให้คนไทยอยู่"

"ทุกคนเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง และเห็นว่าควรมีการเจรจาของทุกฝ่าย เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้ได้ก่อนตั้งแต่ยุบสภาจะเป็นคุณอย่างมาก แต่เมื่อยุบสภาไปแล้วหลายคนก็ยังอยากให้มีการหาข้อกำหนดในการปฏิรูปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เช่น เสียงจากปลัดกระทรวงที่เสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมทำสัญญาประชาคมว่าจะร่วมกันปฏิรูปแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ"

http://www.isranews.org/thaireform-other-news/item/25850-01883.html#.Uqnchv_Stts.facebook

จรรยา ยิ้มประเสริฐ: "คนดี" ทำให้ผมลำบากใจมาก

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 12, 2556

จรรยา ยิ้มประเสริฐ: "คนดี" ทำให้ผมลำบากใจมาก


ภาพ Andrew MacGregor Marshall #กลียุค 
Photograph by Damir Sagolj #กลียุค 
12 ธันวาคม 2556
โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ 

ผมเกิดมารายล้อมด้วยคนดี ทั้งในชีวิตวัยเด็กก็รายล้อมด้วยชุมชนชาวนาที่ขยันขันแข็งทำนาปีละ 2-3 ครั้งเพื่อไทยรักษาตำแหน่งประเทศส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก ... แม้ว่าจะมีทะเลาะเบาะแว้งกินเหล้าเมายาและเล่นหวยเล่นไฮโลกันบ้าง แต่ผู้คนในหมู่บ้านก็ช่วยเหลือกัน เข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม และใส่บาตรกันทุกวัน 

ยามอยู่ในวัยเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แม้จะโดดเรียนบ้างเข้าเรียนบ้างเพราะทำกิจกรรมนักศึกษา ผมก็รายล้อมไปด้วยเพื่อนและอาจารย์คนดี และในชีวิตการทำงานมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะเป็นงานที่ต้องทะเลาะกับนายจ้างเป็นส่วนใหญ่ ผมก็รายล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงานและคนดีมากมายที่ทำงานด้วย 
ถ้าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมพบพานคนชั่วมากกว่าคนดี ผมคงหมดหวังกับประเทศไทยและท้อแท้กับการมีชีวิตอยู่เป็นแน่แท้ แต่ผมยังมีความหวัง เพราะแม้ว่าในความเป็นหมู่เป็นพวกที่ดูโหดร้ายรุนแรง ผมยังเห็นความเป็นปัจเจกชนคนดีอยู่ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เส้นวัดความเป็นคนดี-คนเลวของผมนั้นไม่ซับซ้อน มันตั้งอยู่เพียงแค่การรู้จักเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่กัน เห็นอกเห็นใจกัน รู้จักอดทนอดกลั้น และเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกันของผู้คนในสังคม ที่ไม่จำตัวว่าต้องสัญชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน สีผิวเดียวกัน มีชาติตระกูลสูงส่ง มีใบปริญญาบัตร หรือมีหน้าที่การงานหรือความมั่งคั่งแห่งทรัพย์สินเงินทอง 

ยามเขียนถึงตรงนี้ ดวงหน้าของคนดีของผมก็ลอยมาในมโนสำนึกมากมาย ... ทั้งพี่สาวแสนดี ที่เสียสละเงินเดือนส่งผมเรียนมหาวิทยาลัย คิดถึงอาจารย์แสนดีที่แสนรักหลายคน ที่ช่วยเหลือดูแลจนผมสามารถเรียนจบ นึกถึงหญิงสาวคนแรกๆ ที่พบเจอในวัยทำงาน คนดีที่ยอมเสียสละร่างกายตัวเองเพื่อหาเงินส่งเสียครอบครัว คิดถึงชาวสิงคโปร์คนดีขาเป๋ ที่อุตสาห์เดินพาผมไปส่งยังแคมป์คนงานเมื่อผมถามทาง โดยที่จริงๆ แล้ว เขาเพียงแค่ชี้ทางก็น่าจะพอแล้ว และยังคิดถึงนักกิจกรรมหญิงชาวเปรูที่อดตาหลับขับตานอนพาผมตระเวณพูดคุยกับคนงานหลายจุดในเวลาอันจำกัดที่เรามีเพียง 24 ชั่วโมง และคิดถึงคนดีอีกมากมายที่ไม่อาจบรรยายได้หมด 

แน่นอนว่าสังคม ประเทศชาติ และโลก ต้องมีคนดี ไม่งั้นชาติก็ล่มจม โลกก็ล่มสลาย การศึกษาในทุกประเทศในโลกนี้(รวมทั้งประเทศไทย) ก็เพื่อต้องการให้คนในชาติเป็นคนดีและเคารพกฎกติกาของประเทศและกติกาสากลที่ร่วมกันกำหนดโดยทุกประเทศในโลก เพื่อสันติภาพและสันติสุขของมวลมนุษยชาติ ... ซึ่งแน่นอนในประเทศไทย ผมก็ขอย้ำอีกครั้งว่า ผมเห็นว่าไทยมีคนดีเยอะอยู่ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีแดง สีเหลือง สีขาว สีเขียว สีส้ม สีดำ หรือสีน้ำเงิน ฯลฯ ก็ตาม 


ตลอดหลายสิบปีแห่งการใช้ชีวิตท่ามกลางคนดี ผมไม่เคยถามไถ่คนที่รู้จักหรือทำงานด้วยเพื่อจะดูว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ด้วยคำถามว่า คุณนามสกุลอะไร จบมหาวิทยาลัยไหน คุณร่ำรวยแค่ไหน หรือคุณรักในหลวงหรือเปล่า เป็นอาทิ ... จริงๆ แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นอ่อนไหวในสังคมทั้งในไทยและในต่างประเทศ ผมจะหลีกเลี่ยงประเด็นที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้คน และจะมุ่งเป้าคุยเรื่องการแก้ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบของผู้คนในสังคมและให้ความรู้เรื่องการต่อรองเรียกร้องสิทธิจากนายจ้างจะต้องทำกันอย่างไร 

แต่ ณ ยามนี้ "คนดี" ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจมากจริงๆ

สืบเนื่องมาจากช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อสังคมไทยร้อนฉ่าท่ามกลางการปะทุของการต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง อันเป็นการต่อเนื่องแห่งสงคราม "โค่นทักษิณไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม" ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2548 และก็เช่นเดียวกับในปี 2549 ขบวนการคนดี ณ พ.ศ. 2556 เริ่มเรียกหารัฐบาล "คนดี" พระราชทาน กันอย่างกระหึ่มอีกครั้ง โดยที่ภาพ "คนดี" ที่ทำให้ผมเห็นคือ การเป็นคนมีชาติตระกูล มีภูมิความรู้ มียศฐาบรรดาศักด์ และที่สำคัญต้องรักในหลวง ผมก็เลยตั้งคำถามเรื่องนิยามและความหมายของ "คนดี" ขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน 

"คนดี" สำหรับผม ไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่ว่าต้องเป็นคน "รักในหลวง" อย่างขาดสติและบ้าคลั่งเท่านั้น 
การเรียกหาผู้นำ "คนดีพระราชทาน" ในทางการเมืองไทย นำไปสู่การถูกอ้างเพื่อล้ม "รัฐบาลคอรัปชั่น" มาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทย

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมหรือคนไทยไม่ต้องการคนดีมาบริหารบ้านเมือง แต่เพราะว่า แม้แต่นิยาม "คนดี" ของเรา ก็ดูเหมือนว่าจะแตกต่างกันซะแล้ว 

และผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดกับการล้มรัฐบาลด้วยวิถีนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะด้วยการรัฐประหาร การตัดสิทธิ์ยุบพรรค เพื่อการเพรียกหา "สภาประชาชนคนดี" ที่มาจากการแต่งตั้ง "โดยคนดี ของคนดี และเพื่อคนดี" ที่ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. กำลังกดดันอยู่ ณ ขณะนี้ 

กระนั้น ผมก็ไม่อาจดูแคลนคนเข้าร่วมขบวนการล้มรัฐบาลเพื่อแต่งตั้ง "สภาประชาชนคนดี" ในนาม กปปส. ที่นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ และขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นม็อบรับจ้าง เช่นเดียวกันที่ผมก็ไม่อาจดูแคลนคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมกับขบวนการนปช.ที่ปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยว่าเป็นม็อบรับจ้างได้เช่นกัน ...


เพราะผมมีคนที่รู้จักและทำงานด้วยมาเป็นสิบและยี่สิบปีจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมอยู่ในทั้งสองค่าย และหลายคนก็เป็นคนดีในสายตาผม เป็นคนที่ผมก็เชื่อว่าพวกเขาก็ต้องการเห็นชาติบ้านเมืองพัฒนาเช่นกัน

แต่การตัดสินใจเลือกยุทธศาสตร์การทำงานและการต่อสู้นั้นต่างกัน - ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในวิถีประชาธิปไตยที่คนคิดต่างได้ เลือกอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันได้ และสามารถอยู่ร่วมกันในความต่างได้ - ณ ขณะนี้ ได้นำสังคมคนหมู่มากให้มาอยู่ในสภาวะทางสองแพร่ง ที่ต้องเลือกว่าจะ "ปกป้อง" หรือ "จะโค่น" พรรคการเมืองเพียงเพราะเป็นกลุ่มทุนนามสกุลชินวัตรเท่านั้น 

โดยฝ่ายที่ต้องการ "โค่นรัฐบาลทักษิณและตระกูลชินวัตร" ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ได้เข้าหานายชนชั้นสูง ทหารและนายทุนขั้วอำนาจเก่า เพื่อร่วมกันถล่มชินวัตรให้ยุติบทบาททางการเมืองในประเทศไทย เพราะรู้ว่ากำลังตามลำพังมันไม่พอ โดยพวกเขาต้องยอมประนีประนอมผลประโยชน์ให้กับพวกทุนกลุ่มที่หนุนเช่นกัน 

ด้วยเป้าหมายต้องชนะไม่ว่าจะด้วยวิธีใด โดยไม่สนกติกาประชาธิปไตย ด้วยข้ออ้างข้างๆ คูๆ อันล้าสมัยว่า เพื่อเรียกร้องให้คนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง ... คนดีที่ผมรู้จักที่เคยประกาศว่า "งาช้างไม่ได้งอกจากปากหมาฉันท์ใด นโยบายเพื่อคนจนก็ไม่มีทางออกมาจากรัฐบาลนายทุนฉันท์นั้น" ได้ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง และเลือกยุทธศาสตร์การต่อสู้ในนามเพื่อคนดี และกระโดดร่วมอย่างออกหน้าออกตาไปกับกลุ่มนายทุนเก่าเพื่อโค่นทุนใหม่ที่เขากลัวมากกว่า

แน่นอนผมไม่เห็นพ้องกับแนวคิดการเมืองคนดีพระราชทานที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนี้ ที่เริ่มก่อตัวอีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2548 และก็ต้องเศร้าสลดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นผู้คนรอบข้างเริ่มไม่สามารถรับฟังเหตุผลหรือข้อคิดเห็นต่างได้มากขึ้นเรื่อยๆ ... 

แต่ผมเลือกที่จะไม่ปะทะโดยตรงกับคนดีที่รักและรู้จัก และเลือกที่จะไม่ไปยืนอยู่ในขบวนประชาชนอีกค่าย เพื่อเป็นแนวร่วมเพิ่มจำนวนให้กับพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ยังไม่ใช่พรรคการเมืองในฝันของผม 

แม้จะถูกชวนร่วมชุมนุมจากคนทั้งสองค่าย ผมก็เลือกไม่เข้าร่วม และมุ่งมั่นทำงานศึกษาปัญหาแรงงานในระดับหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ และมุ่งมั่นในงานช่วยประชาชนและคนงานให้รวมตัวต่อรอง และต่อสู้กับนายทุนหรือนายจ้างของพวกเขาได้อย่างเข็มแข็งมากขึ้น 
ผมเลือกที่จะยึดมั่นในระบบประชาธิปไตยเลือกตั้งตัวแทนเข้ารัฐสภา แม้ว่าผมไม่ได้เลือก แต่ถ้าพรรคนั้นชนะการเลือกตั้ง ผมก็พร้อมเคารพเสียงคนที่เลือกพรรคนั้นเข้ารัฐสภา ... ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า "ทุกชนชั้น" ควรมีตัวแทนในรัฐสภา และผมก็ส่งเสริมให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนชั้นล่างจัดตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง และส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งเพื่อเข้าไปเป็นปากเสียงของตัวเองในสภา
แน่นอนการเลือกของผมมันไม่สะใจ และเดินไปอย่างเชื่องช้า แต่ผมเชื่อว่ามันไม่มีวิธีการอื่น ถ้าจะสร้างเสถียรภาพทั้งทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่มีประชากร 65 ล้านคน จากหลายสิบชนเผ่า และหลายสิบภาษา ให้สามารถอยู่ร่วมกันและเคารพกันในความแตกต่างได้ โดยไม่ยึดมั่นในกติกาประชาธิปไตยเลือกตั้ง "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" เท่ากันทั้งประเทศ 

ภาพ http://www.siamintelligence.com/

"คนดี" ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจอีกแล้ว

มันน่าเศร้าสำหรับประเทศไทย ที่สภาวะคุยกับคนดีไม่ได้หรือเลือกที่จะไม่คุยกันดีกว่า มันใช้เวลานานกว่าที่คิด และก็เป็นเวลา 5-6 ปีแล้ว ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคม(รวมทั้งผมด้วย) ต้องอยู่กันด้วยวิถีเลือกค่าย หรือเลือกที่จะไม่คุยกันเพื่อที่จะได้ไม่ทะเลาะกัน
แต่ขณะนี้เราก็กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งบรรยากาศทางการเมืองที่การหลีกเลี่ยงการไม่ปะทะกันทำได้ไม่ได้ง่ายนัก แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสามารถจัดการรับมือกับความร้อนแรงทางการเมืองด้วยการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ "เลือดนองท้องถนน" ไปได้อย่างสันติ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ไทยที่น่าชื่นชม ... 

แต่การประท้วงของ กปปส. ก็ยังไม่จบ

ขณะนี้ คนไทยและคนทั่วโลกที่ห่วงใยสถานการณ์ในเมืองไทย กำลังได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์และอัดฉีดนโยบายด้านการเมือง การทหาร และการศึกษา ที่กล่อมเกลาผู้คนทั้งประเทศไทย ให้อยู่ภายใต้แนวนโยบายเพื่อปกป้อง "ชาติ ศาส์น กษัตริย์" ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใช้มาตั้งแต่ยุคปี 2500 ที่ยังคงใช้สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 

สถานการณ์เมืองไทย ณ ขณะนี้จึงยังน่าห่วงใยยิ่งเมื่อ ...

  • คนไทยจำนวนไม่น้อยรักชาติอย่างแท้จริงและอย่างรุนแรง 
  • คนไทยจำนวนมากรักในหลวงอย่างแท้จริงและอย่างรุนแรง 
  • คนดีหลายคนรักชาวบ้านอย่างแท้จริงและอย่างรุนแรง 
  • คนมีอำนาจและคนดีจำนวนไม่น้อยเกลียดทักษิณและยิ่งลักษณ์อย่างแท้จริงและอย่างรุนแรง 
  • นักการเมืองและนักกิจกรรมหลายคนอยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างแท้จริงและอย่างรวดเร็ว 
ในสถานการณ์เช่นนี้ เรื่องที่ต้องระวังคือการปะทุแห่งอารมณ์ความเกลียดชังที่ถูกบ่มเพาะและโหมโฆษณาเพื่อจัดตั้งมวลชนจนน่ากลัวและน่าสยดสยอง 

เรื่องตลกร้ายคือ ผมแทบไม่เชื่อว่า ภายใต้วิถีการเมืองประชาธิปไตยที่ประเทศไทยใช้เวลาไปแล้วถึง 80 ปีเพื่อเรียนรู้ร่วมกันในหมู่พลเมืองว่า จะอยู่ร่วมกันภายใต้การเมืองวิถีนี้ได้อย่างไร ... ผู้ทรงคุณวุฒิและครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อยในสังคม จะยังสามารถอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ถึงความจำเป็นที่จำต้องล้มกติกาประชาธิปไตยเลือกตั้ง เพื่อเรียกหาการแต่งตั้ง "สภาประชาชนคนดี" ด้วยความคิดอันไม่น่าเชื่อว่า "คนดี" และ "คนมีความรู้" เท่านั้น ที่มีความรู้ ศักยภาพ และประสิทธิภาพมากพอที่จะพัฒนาประเทศไทย
ถ้ามวลมหาประชาชนของฝ่ายเรียกร้อง "สภาประชาชนคนดี" จากการ "แต่งตั้ง" เกิดปะทะกับมวลชนของ "พรรคการเมือง "คนเลว”" ที่ชนะการ "เลือกตั้ง" แล้วละก็ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า จะไม่มีความรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกได้ และ ณ จุดนั้น "คนดี" กับ "คนเลว" ก็ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งผมและ (ผมเชื่อว่า) คนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่อยากเห็นภาพสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทย และพวกเราต่างก็หวังกันว่า ความเป็นคนดีในหลายๆ ด้านของคนในประเทศไทย จะช่วยเตือนสติคนไทยทั้งหลาย ไม่ให้โหดร้ายพอที่จะลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าสังหารกันเพราะอยู่คนละค่ายการเมืองเท่านั้น 

การตระหนักว่าแม้ในโลกไร้พรมแดนที่เปิดเชื่อมต่อกันสู่สากลเช่นนี้ คนในดินแดนที่เรียกว่าชาติไทยยังอาจจะสามารถลุกขึ้นมาฆ่ากันได้เพราะความเกลียดชัง เป็นความจริงที่น่าตระหนกและไม่ใช่เรื่องที่จะทดลองเล่น 

คนไทยได้เรียนรู้บทเรียนในประวัติศาสตร์ทั้งในประเทศและของโลกมากมาย ที่บันทึกถึงโศกนาฎกรรมแห่งการเข่นฆ่าสังหารกันเพราะการรังเกียจเดียจฉันท์ - ไม่วาจะเป็นการเหยียดศาสนา การเหยียดผิวดำ เหยียดเกย์ เหยียดเชื้อชาติ เหยียดชนชั้น หรือเพื่อลัทธิการเมือง - ซึ่งต่างก็เป็นชนวนให้คนในประเทศลุกมาฆ่ากันอย่างรุนแรงจริงและตายกันจริงกันถึงครึ่งค่อนประเทศ 

ผมเลือกที่จะไม่ไปยืนอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนท้องถนนแห่งการต่อสู้เช่นนี้ เพราะผมคิดว่าเราอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้ว ที่มีประวัติศาสตร์รอบโลกให้ได้เรียนรู้ศึกษา ถ้าผมยังโง่ พาตัวเองไปตายในสถานการณ์เช่นนั้นอยู่ได้อีก ก็เท่ากับว่าตลอดชีวิตจนเกินวัย 40 ปีมาแล้วเช่นนี้ ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย 

เป็นเรื่องที่คนในประเทศไทยแล้วล่ะ ที่จะต้องหยุดและร่วมกันคิดว่า ถ้าสังคมไทยจะต้องอยู่กันบนความแยกขั้วแยกค่ายอย่างชัดเจนเช่นนี้ต่อไป เราจะต้องทำอะไรกันบ้าง ที่จะให้ได้อยู่ร่วมกันได้แบบ "อดทนและอดกลั้น" และ "เคารพ" ในความแตกต่างของผู้คนในสังคม แม้มันจะไม่ง่ายนักก็ตาม เพราะเราคงต้องละวางทิฐิและอัตตาตัวตนกันพอสมควร พร้อมทั้งเริ่มพูดคำว่า "ขอโทษ" กันมากขึ้นเรื่ิอยๆ 

ในท้ายที่สุดนี้ แม้ผมไม่รู้ว่าจะสมานความรู้สึกกับครอบครัวและเพื่อนเก่าได้อย่างไร และจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด เมื่อต่างเห็นแย้งกันมาค่อนข้างยาวนานในเรื่องความคิดและแนวทางการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อมองย้อนไปถึงภาพความสัมพันธ์ 10 ปี 20 ปี หรือทั้งชีวิตที่มีมาร่วมกัน ผมคิดว่า เมื่อบทสรุปแห่งการเมืองไทยมันตกผลึกจนชัดเจนขึ้นแล้ว และ... 

เมื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย 
สามารถปักหมุดหลักเริ่มต้นได้ที่เมืองไทย 
เมื่อนั้น ... 
ถ้าเราได้มีโอกาสมานั่งวงกินข้าวร่วมกันเพียงครั้งสองครั้ง 
มิตรภาพจะเริ่มกลับคืนมา!

โหรการเมือง: ดวงของ นายสุเทพ ไปต่อไม่ได้ ต้องให้ทหาร มาช่วย

ที่มา Wassana Nanuam

โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อเรื่องของโชคชะตา และดวงดาว 

โหรการเมือง นาย เก่งกาจ จงใจพระ ระบุ สถานการณ์ บ้านเมือง เวลานี้ ต้องอาศัยทหาร เพราะดาว อังคาร กับ ดาวเสาร์ เป็น มหาอุตต์ เป็นดาวทหาร ทหาร และโดยเฉพาะ ทบ. จะช่วยชาติพ้นวิกฤติ ได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่ปฏิวัติ เพราะนองเลือดแน่ แต่กองทัพ ต้องเป็นหลัก จัดเจรจาร่วมกันทุกฝ่าย เพราะตอนนึ้ ดวงของ นายสุเทพ ไปต่อไม่ได้แล้ว และจะมีแต่แย่ลงๆ ต้องให้ทหารช่วย. เผย 23 ธค. มี ดวงสูญเสียผู้ใหญ่

นายเก่งกาจ เผยในระหว่างมาร่วมการประชุม กิจกรรเฉลิมพระเกียรติ ที่กลาโหม ที่จะจุด มหาดุริยางค์เฉลิมพระเกียรติ 17 ธค. ที่สนามกีฬาทบ. และพลุเฉลิมพระเกียรติ ที่หัวหิน 21 ธค. จาก3 เหล่าทัพ ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์


(ต่อมา....)


เสธ.อ้าย นำทหารแก่ ปลุก ผบ.เหล่าทัพ ทหารในกองทัพ ไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ แนะ ทหารเป็น กรรมการ ให้ใบแดง ยิ่งลักษณ์ เล่นผิดกติกา น้อยใจ ผบ.เหล่าทัพ ควรตัองรู้ จะทำยังไง ไปบอกรัฐบาลเลยว่า ออกไป/ น้อยใจ ผบทบ.ไม่ให้ใช้ สโมสร ทบ.แถลงข่าว

ที่สนามม้า นางเลิ้ง เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีต ประธาน อพส. นำอดีตนายทหารเตรียมทหาร แก่ 11 รุ่น ตั้งแต่ 1-9,11,12 ราว60 คน แถลงไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเห็นพ้องแนวทาง กปปส.
โดยก่อนหน้านึ้ มึกำหนดจะแถลงที่ สโมสร ทบ.เทเวศร์ แต่ ทาง ทบ.ไม่อนุญาต เพราะห้ามใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมือง

พล.อ.บุญเลิศ ได้อ่านแถลงการณ์ ระบุรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เป็น ปชต. ปล่อยจาบจ้างสถาบัน มาอย่างต่อเนืองเสมอมา ปล่อยให้ทุจริตคอรัปชั่น บริหารประเทศถายใต้บุคคลอิ่น และออกกม.เอื้อประโยชน์พวกพัอง หากปล่อยให้ขริหารต่อ จะเสียหายต่อชาติบ้านเมือง พร้อมปลุกทหารในกองทัพ ช่วยกันออกมีกดดัน ทหารแก่ พี่ๆ เห็นด้วย กับ กปปส.และ กองทัพก็ต้อง มาช่วย กปปส. เพราะถ้าเป็นรัฐบาลอื่นมองด้วยหางตา อย่างเหยียดหยาม ก็ไปแล้ว แต่นี่ไม่ยอมไป เราต้องการให้ ทหาร มาเป็นกรรมการ เป่านกหวีด เพราะตอนนึ้ต่อยกันเละเทะแล้ว ออกมาให้ใบแดง ยิ่งลักษณ์ เล่นผิดกติกา ออกไปได้แล้ว ใช้มือจับบอล แต่ไม่ผิดกติกาได้หรือ 

เสธ.อ้าย ประธาน ตท.1 เผยก่อนแถลง ได้พบ นาย สุเทพ ในห้องอาหาร ทักทายกันเท่านั้น ไม่ได้หารือ ยันสนามม้าฯ ไม่ใช่ที่บัญชาการ กปปส. แต่เป็น ที่เปิดกว้าง สำหรับปชช. ใครก็เข้ามาได้ เผย เสธ.อ้าย ยังไม่ตาย เพราะ ลั่นวาจา จะกลับมา หากมีการจาบจ้างสถาบันฯ

ด้าน บิ๊กแป๊ะ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ตัวแทน ตท.7 กล่าวว่า ฝากถึง ผบ.เหล่าทัพ ว่า มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่รูัอีกหรือ ว่าควรจะทำอย่างไร ตัองกล้าหาญ ตัองรู้ว่ามำเพื่ออะไร นี้พวกเราพี่ๆนำมาแล้ว ก็ตามกันออกมา ผมมั่นใจน้องๆ ผบ เหล่าทัพ รักชาติศาสน์ กษัตริย์ 

BBCย้ำม็อบเทือกแสนห้า อายซะมั่งบิดเบือน5ล้าน

นี่ขนาดระดับอดีตเลขาอาเซียนนะ-ไม่น่าแปลกที่พวกเชียร์ม็อบสุเทพจะเชื่อว่าคนมาม็อบ5.7ล้านคน ก็ขนาดสุรินทร์ พิศสุวรรณ คนของปชป ดีกรีระดับอดีตเลขาธิการอาเซียนก็ยังเชื่อ ซ้ำยังโพสต์ฺรัวๆ(ภาพบน)ว่าหมาประชาชนมากัน5ล้าน ที่สุดในโลก และบอกว่าให้ช่วยกันแชร์กันต่อด้วย ขณะที่Jonathan Head ผู้สื่อข่าวBBC โพสต์ลงในtwitterแบบงงๆว่าไม่รู้ไปอ้างบิดเบือนได้อย่างไรว่าBBCเสนอข่าวจำนวนม็อบ5ล้านคน ทั้งที่BBCเสนอว่าจำนวนม็อบมีเพียง150,000คนเท่านั้น(ภาพล่าง)


5 ชั่วโมงที่แล้ว 

Jonathan Head ผู้สื่อข่าวหลักของ BBC ทวิตตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.ระบุเองว่า ในการรายงานข่าว เขาไม่ได้ใช้คำว่า “5 ล้าน” ส่วนเนื้อหาข่าวใน BBC รายงานตัวเลข 150,000 คน เขาบอกเคยเห็นคนชุมนุมล้านคนมาก่อน แต่ไม่ใช่ม็อบมวลมหาประชาชนแน่นอน การอ้างว่า BCC รายงานตัวเลข 5.7 ล้านเป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างน่าอาย

แต่คนจำนวนมากยังเชื่อ ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไทยเดินไปอย่าง “มืดบอด” คลำทางไปเรื่อย ๆ คนเขาบอกว่าใช่ ก็แชร์กันไป คนใหญ่ ๆ โต ๆ แชร์มา ก็แชร์กันต่อไป ทุกวันนี้จึงยังไม่มีทางออก เพราะเราสังคมแห่งความเชื่อ!

https://twitter.com/pakhead



คนดังปชป.สุรินทร์ พิศสุวรรณ โพสต์รัวๆม็อบ5ล้าน โดนนักข่าวฝรั่งแซวเป็นตัวตลก


Surin Pitsuwan


แอนดรูว์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ นำภาพใน facebook ที่สุรินทร์ พิศสุวรรณ เชียร์ม็อบ5ล้านว่า"ตลกแล้วครับ นี่คนมีชื่อเสียงขนาดนี้ของไทยนะ ก็ยังไม่วาย"

............
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

CNN-BBC:ม็อบเทือกแค่1-1.5แสนตบหน้า5ล้านแค่โว

จับโกหก-เวบไซต์BBC http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-25252795  รายงานยอดผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลราว 150,000 คน แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวในแถลงการณ์ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซ้ำๆหลายครั้งว่า BBC ลงข่าวมีผู้เข้าร่วมชุมนุม 5 ล้านคน เป็นสถิติโลกที่มีคนเข้าร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลมากที่สุดในโลก