วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

https://www.youtube.com/watch?v=l482T0yNkeo

 

วันอังคาร, กรกฎาคม 08, 2557

Highway to Hell - ผลที่จะเกิดขึ้นจากความไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่ต่างกัน


ภาจาก the DemocracyLoving Thai Association of Illinois

https://www.youtube.com/watch?v=l482T0yNkeo

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

มูลนิธิพระใหญ่ยันไม่มีแชร์ลูกโซ่ฟอกเงิน พร้อมแจงที่มาทุกโครงการตรวจสอบได้ พระอาจารย์เปี๊ยกปฏิบัติภารกิจตามปกติ

 

 


 

LAST UPDATE : JUNE 13, 2014  05:00 A.M.   ATLANTIC TIME

 

 

 

 


 

 

 

สามแสนล้าน !

 

มหาเศรษฐีทุ่มบุญสร้างพระใหญ่ชัยภูมิ

 

ถูกข้อหาปั่นแชร์หมุนเงิน

 

กรรมการดาหน้าออกมาแถตามสูตร

 

ประกาศนโยบาย

เงินมาจากไหน-อย่าไปสนใจ

 

ให้สนใจแต่ "เอามาให้เรา" เท่านั้นก็พอ

 

 

 

 

อีกไม่นานก็รู้ หมู่หรือจ่า ศาสนา อิฐ ดิน หิน ทราย และความงมงายแบบนี้ก่อนหน้านั้นท่านเรียกว่า "ผีบุญ" แต่ภายหลังชาวอีสานเรียกว่า "เณรคำ" ก็ไม่น่าเชื่อว่า พระพุทธศาสนาบนดินแดนอีสานจะตกต่ำย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้แห่ไปไหว้เณรคำ วันนี้ร่วงหนักถึงกับไว้ "ไอ้อาจารย์บ้าบอ" ที่อ้างว่าปฏิบัติธรรมทั้งผ้าขาว ไม่ยอมบวชพระ แต่อุตริสร้างพระใหญ่ที่สุดในโลก แถมมีคนบ้าบุญทุ่มเงินให้ถึงสามแสนล้าน ถ้าเป็นจริงก็ยิ่งกว่าควาย !

 

 

 

 

 

 

 

มูลนิธิพระใหญ่ยันไม่มีแชร์ลูกโซ่ฟอกเงิน พร้อมแจงที่มาทุกโครงการตรวจสอบได้ พระอาจารย์เปี๊ยกปฏิบัติภารกิจตามปกติ

 

ความคืบหน้าหลังผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พบข่าวแพร่สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ และมีผู้แจ้งเบาะแสให้ช่วยตรวจสอบ กรณีผู้มีจิตศรัทธราเตรียมนำเงินร่วมบริจาคสร้างโครงการพระใหญ่ที่สุดในโลก ให้กับมูลนิธิพระใหญ่ที่ จ.ชัยภูมิ รวมมูลค่าเงินทั้งโครงการสูงกว่า 3.2 แสนล้านบาท และมีการตรวจพบมีกลุ่มคนที่อาจจะเข้ามาแอบอ้างหากินเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่บนกองบุญครั้งนี้ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. คณะกรรมการชุดใหญ่จากมูลนิธิพระใหญ่ชัยภูมิ นำโดย นายอนันต์  ปลื้มสุด ,นายวงษ์ชัย  ชนะชัย,นายทองอิน  เพียภูเขียว และคณะทนายความของมูลนิธิฯ ติดต่อประสานงานมาที่สื่อมวลชน เพื่อขอชี้แจงต่อกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อขอความเป็นธรรมต่อทุกกรณีข่าวที่เกิดขึ้นด้วย
 
เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวที่มีการกล่าวว่ามีขบวนการแชร์ลูกโซ่ใช้กองบุญก่อสร้างพระใหญ่ชัยภูมิหลายพันล้านบาทบังหน้านั้น เพื่อแลกกับผลกำไรใครลง 30,000 บาท ได้ 100,000 บาท หรือ 200,000 บาท ได้คืน 500,000 บาท นั้น ไม่เป็นความจริงเด็ดขาด
 
ที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องการเปิดให้บูชาพระนั้น ที่มีราคาองค์ละ 29,999 บาท ก็ไม่ได้มีการจำหน่ายมากมายขนาดไหน และไม่ได้บังคับใครอยากได้บูชาไปจ่ายมาคนละ 1,000 - 5,000 บาท ก็มีหรือใครอยากได้ไม่จ่ายเลยก็มี รวมทั้งการจัดหาทุนซื้อที่ดินก็ไม่ได้สูงมากตามที่เป็นข่าวเลย ซึ่งก็ด้วยผู้ใจบุญเขาตั้งราคาไว้สูงหลายแสนมูลนิธิก็พยายามต่อรองลงมาได้ไร่ละไม่เกิน 120,000 บาท ไม่ได้มีเงินทองมหาศาลไปถึง3-4 พันล้านขนาดนั้น
 
และที่ผ่านมา การดำเนินการของโครงการก่อสร้างพระใหญ่ชัยภูมิ มาตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน รวมมีเงินที่มาดำเนินการจัดซื้อที่ดินทั้งหมดเกือบ 300 ไร่ และก่อสร้างสิ่งต่างๆที่เห็นในพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบันก็มีมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาทเท่านั้น ที่ยังเหลืออีกมากที่เป้าหมายโครงการพระใหญ่ชัยภูมิ จะสร้างเสร็จภายในปี 2561 ซึ่งอาจารย์เปี๊ยกตั้งไว้น่าจะแล้วเสร็จประมาณเกือบ 10,000 ล้านบาท
 
"ที่เป็นการดำเนินการรวมเครือข่ายศูนย์ประสานงานลูกศิษย์ลูกหาของมูลนิธิพระใหญ่จากทั่วประเทศที่มีมากกว่า 250 แห่ง ช่วยกันดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 ศูนย์ไหนใครมีเงินบริจาคครั้งละ 4-5 พันก็ส่งมาให้โครงการต่อเนื่อง ที่ได้ไม่มากเลย จะมากสุดก็ครั้งละไม่เกิน 50,000-100,000 บาทเท่านั้น แต่เมื่อได้มาต่อเนื่องในส่วนกลุ่มคนที่ขาดเหลืออย่างวัด โรงเรียน โรงพยาบาล เกือบทั่วประเทศก็ขอความช่วยเหลือมาที่มูลนิธิพระใหญ่จำนวนมากด้วยเช่นกัน ทางอาจารย์เปี๊ยก ก็เห็นใจและแบ่งบางส่วนที่ได้มากลับไปช่วยเหลือควบคู่กันมาตลอดที่มีการช่วยบริจาคจากโครงการพระใหญ่ชัยภูมิไปช่วยสร้างวัด โรงเรียน และโรงพยาบาลที่ขาดแคลนมาแล้วเกือบทั่วประเทศประมาณไม่น้อยกว่า 2-3 พันล้านบาทด้วยเช่นกัน"นายอนันต์ กล่าว
 
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า จนปัจจุบันรวมเงินได้เพียงกว่า 300 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้ามาดำเนินการอยู่ในโครงการพระใหญ่ชัยภูมิ และยังเริ่มมีหนี้สินติดค่าก่อสร้างบัญชีติดลบเงินในมูลนิธิต้องยังเป็นหนี้ภายนอกอีกกว่า 10 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่มีนางวัลย์รัตน์ รัตนผล อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลข 38 ถ.เทศบาล 14 ต.เขาปูน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ใจบุญและจะสามารถหาเงินจากองค์การค้าระหว่างประเทศ WTO กลุ่มธนาคารประเทศญี่ปุ่น และและกลุ่มธนาคารยุโรป ได้รายละกว่า 1 แสนล้านบาท รวมถึงเงินที่พร้อมจะนำมาช่วยบริจาคให้กับฆราวาสชื่อดังอาจารย์เปี๊ยกพระใหญ่ชัยภูมิในครั้งนี้ได้อีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเก็บไว้ใช้ส่วนตัว ซึ่งรวมแล้วเป็นเงินรวมกว่า 320,000,000 ล้านบาท (สามแสนสองหมื่นล้านบาท) มาสมทบสร้างพระใหญ่ สูงที่สุดในโลกครั้งนี้ด้วยในไม่เกินสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ได้นั้น
 
นายอนันต์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯก็คงปฏิเสธไม่ได้ หากมีผู้ใจบุญต้องการยื่นมือมาช่วยสานต่อโครงการให้เสร็จตามวัตถุประสงค์ มูลนิธิที่เราทำถูกต้องตามกหมาย และจะให้ไปตามคนมาบริจาคว่าจะเอาเงินมาจากไหนได้นั้นคงไม่เหมาะ ก็ต้องรอว่าถ้าเขาทำได้ก็ดีไป และที่ผ่านมาที่ผู้ใจบุญรายนี้มาอยู่ที่นี่หลายเดือน ก็ไม่เคยที่จะเรียกรับเงินทองจากใคร แต่ก็มีแต่จะกลับจะให้มากกว่าด้วย ก็ต้องให้โอกาสกันต่อไปและพร้อมให้ตรวจสอบได้อยู่แล้วทุกขั้นตอนของโครงการพระใหญ่ชัยภูมิ
 
รวมทั้งกรณีที่มีข่าวว่า อาจารย์ทิพากร หรืออาจารย์เปี๊ยก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพระใหญ่ชัยภูมิ หลบหนีไปแล้วนั้น ไม่เป็นความจริงเด็ดขาด ขอให้ทุกคนให้ความเป็นธรรมในจุดนี้ด้วย ใครอยากพบอยากปฏิบัติธรรมก็มาพบได้ที่พระใหญ่ชัยภูมิ ก็ยังจะมีการปฏิบัติภารกิจร่วมปฏิบัติธรรมเปิดบุญร่วมกับญาติโยมผู้มีจิตศรัทธราในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตามปกติต่อไป เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมตามโครงการพระใหญ่ที่สุดในโลกต่อไปด้วย

 

 

 

 

ข่าว : คมชัดลึก
14 มิถุนายน 2557

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ศาลอาญาท่านคงจะรอให้มีคนตายเป็นเบือก่อนมั๊ง ถึงค่อยวินิจฉัยว่ามีคนเสียหายเพราะการทำรัฐประหาร

 

 


 

LAST UPDATE : JUNE 10, 2014  06:00 P.M.   ATLANTIC TIME

 

 

 

 

 

ยกฟ้องประยุทธ จันทร์โอชา

 

ข้อหาทำปฏิวัติรัฐประหารปล้นอำนาจประชาชน

ศาลอาญาชี้แจงสี่เบี้ยผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

แต่ผู้เสียหายโดยตรงก็คือ รัฐ ?

 

 

 

อืม..โอ้ ! ศาลอาญาท่านคงจะรอให้มีคนตายเป็นเบือก่อนมั๊ง ถึงค่อยวินิจฉัยว่ามีคนเสียหายเพราะการทำรัฐประหาร การพิพากษาแบบนี้ถือว่าเป็นบรรทัดฐานของศาลในกาลข้างหน้า แบบว่า คนไทย 70 ล้านคน ไม่มีสิทธิ์ฟ้องผู้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากประชาชน และล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดปกครองประเทศ ตามมาตราที่68 ได้เลยแม้แต่คนเดียว ความจริงถ้าศาลวินิจฉัยว่า "ศาลกลัวลูกปืน จึงไม่กล้าวินิจฉัยว่าคณะปฏิวัติผิด" แบบนี้จะน่าฟังกว่าเสียอีก ถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น จะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาปกครองประเทศให้เสียเวลาทำไมไม่ทราบ ก็ประกาศให้คณะปฏิวัติปกครองประเทศอย่างถาวรไปเลยไม่ดีกว่าหรือ หรือไม่ก็ประกาศตั้ง "พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา" เป็นเจ้าชีวิตของคนไทยไปเลยสิ !

 

 

 

 

 

 

 

ศาลอาญาไม่รับฟ้อง ′ฉลาด′ ฟ้อง ′ประยุทธ์′ กับพวก รวม 27 คน ผิดฐานกบฏ ชี้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. , พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.  , พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. , พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. , พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ , นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมพวกปลัดกระทรวงต่างๆ รวม 27 คน เป็นจำเลยที่ 1-27 ในความผิดฐานกบฏ เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิด และดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112,113,83 และ 86

 

โดย เรืออากาศตรีฉลาด ระบุว่าการประกาศกฎอัยการศึก ประเทศต้องอยู่ในภาวะสงคราม หรือเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจึงใช้ระบบอื่นมาปกครองไม่ได้ ถือว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง จึงต้องมาฟ้องร้องดำเนินคดี แต่หากภายหลัง ที่ยื่นฟ้องแล้วทาง คสช. จะเรียกให้ไปรายงานตัว ก็จะไม่ไปตามหมายเรียก แต่จะไม่หลบหนี หาก คสช. จะจับกุม ก็ให้ไปจับตนที่หน้ารัฐสภา

 

อย่างไรก็ตาม เรืออากาศตรีฉลาด ได้ทำการอดอาหารประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภา มาแล้วเป็นเวลา 19 วัน และที่ผ่านมา มีแพทย์มาตรวจร่างกาย 2 ครั้ง โดย เรืออากาศตรีฉลาด ยืนยันว่า จะอดอาหารไปจนกว่า จะมีการกำหนดวันเลือกตั้ง ที่ชัดเจน แต่หากประเทศยังไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ขออดอาหารไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต

 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเรืออากาศตรีฉลาดมีท่าทางที่อิดโรยและหมดแรงซึ่งมีผู้ติดตามคอยพยุงเวลาเดิน และตลอดเวลาที่ให้สัมภาษณ์เรืออากาศตรีฉลาดได้ขอนั่งบริเวณบันไดศาล แทนการยืนให้สัมภาษณ์

 

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2557  จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกัน ตามคำฟ้องแสดงให้เห็นว่า การเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิด ได้เกิดขึ้นก่อนที่ คสช.จะเข้ามาควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้มีการกระทำความต่อเนื่องกันมา หลังจากนั้นก็ไม่ทำให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

 

ดังนั้นศาลอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แต่เมื่อความผิดตามฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถือได้ว่าเป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แม้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ แต่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในคดีนี้ ตาม ป. วิ อาญา มาตรา 28 ให้ยกฟ้อง

 

 

 

 

ข่าว : มติชน
11 มิถุนายน 2557

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เสียงโห่ และเสียงโห่ฮา และ กษัตริย์ทุจริตที่โลกเกลียดชังมากที่สุด

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข่าวดีจากสเปน‏

ข่าวดีจากสเปน‏



เสียงโห่ และเสียงโห่ฮา และ กษัตริย์ทุจริตที่โลกเกลียดชังมากที่สุด
https://www.youtube.com/watch?v=NENKgIsWXcM

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

สาธารณรัฐจงเจริญ!!! ประชาชนสเปนเรียกร้องให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ชูธงสเปนจากยุคสาธารณรัฐก่อนเผด็จการฟรังโก้ ประชาชนสเปนหลายหมื่นใน 60 เมืองทั่วประเทศออกมาเรียกร้องให้มีการลงประชามติว่าจะยกเลิกสถาบันกษัตริย์หรือไม่ หลังจากที่ วาน คาร์ลอส ลาออก

กษัตริย์ วาน คาร์ลอส ของสเปน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยจอมเผด็จการฟาสซิสต์ ฟรังโก้ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ขวาจัดของเผด็จการหลัง ฟรังโก้ ตาย ประกาศลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวในราชวงศ์ เรื่องอื้อฉาวแรกคือการ วาน คาร์ลอส ไปทริ้ปราคาแพงปิดลับ เพื่อไปยิงช้างในอัฟริกา ซึ่งขณะนั้นประชาชนสเปนกำลังตกงานและเดือดร้อนกันทั่วประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซ้ำยังอ้างว่าตนเองเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าด้วย เรื่องอื้อฉาวที่สองคือการคอร์รับชั่นของลูกสาวเจ้าหญิงคริสตีนา หนังสือพิมพ์ El Mundo รายงานข่าวว่าสองเรื่องนี้ทำให้ชาวสเปน 75% มองว่า วาน คาร์ลอส ควรจะลาออกตั้งแต่ปีที่แล้ว

หลายคนเข้าใจผิดว่า วาร คาร์ลอส เป็น "กษัตริย์ประชาธิปไตย" แต่ในช่วงท้ายของเผด็จการฟรังโก้ คลื่นการต่อสู้ทั่วยุโรปให้กำลังใจชาวสเปนในการต้านเผด็จการและปลดแอกตนเอง พรรคคอมมิวนิสต์จัดตั้งสภาแรงงานใต้ดิน และสามารถนัดหยุดงานฝ่าฝืนกฏหมายได้ ซึ่งกดดันนายทุนสเปนเป็นอย่างมาก ส่วนชาวบาส์ค ก็จับอาวุธสู้เพือแบ่งแยกดินแดน และสามารถวางระเบิดยักษ์ใต้รถรัฐมนตรีกลาโหมดับ ปรากฏว่าซากรถขึ้นไปอยู่บนหลังคาตึกสูง ชนชั้นปกครองสเปนมองว่าเผด็จการคงไปไม่รอดหลัง ฟรังโก้ตาย ก่อนหน้านี้ ฟรังโก้ เคยหวังว่ากษัตริย์เลี้ยงของเขา จะรักษาระบบฟาสซิสต์หลังยุคฟรังโก้ แต่พวกนั้นทานกระแสประชาธิปไตยในสังคมไม่ได้ พอเข้าสู่ยุค 80 ทหารฟาสซิสต์พยายามทำรัฐประหารโดยบุกรัฐสภาเพื่อหมุนนาฬิกากลับ แต่ วาน คาร์ลอส ไม่สนับสนุน ในเอกสารลับของกระทรวงต่างประเทศเยอรมัน ซึ่งพึ่งปล่อยออกมาให้ประชาชนอ่าน วาน คาร์ลอส เล่าให้ทูตเยอรมันฟังว่าตนเองอยากเห็นระบฟาสซิสต์กลับมา และเห็นใจนายทหารที่พยายามทำรัฐประหาร แต่จำใจต้องสร้างภาพสาธารณะว่าไม่เห็นด้วย

(ที่มา) 
http://redthaisocialist.com/2011-05-20-06-58-02.html  



วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิทยานิพนธ์ "ก้าวข้ามความขัดแย้งฯ"

 

 


 

LAST UPDATE : JUNE 07, 2014  06:00 P.M.   ATLANTIC TIME

 

 

 

 

 

 

 


 


 

 

 

 

ก้าวข้ามความขัดแย้ง !

 

วิทยานิพนธ์ของว่าที่ ดร.เจ๊หน่อย

 

 

ระบุชัด "สื่อนอกระบบ-ตัวการทำลาย" ประชาธิปไตย อยากให้มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ต้อง "ควบคุมสื่อ" ซึ่งปรากฏว่า ตรงกับนโยบาย ของ คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราวกับว่าคนเขียนนโยบายของ คสช. และคนทำวิทยานิพนธ์ของเจ๊หน่อยเป็นคนเดียวกัน แหมอะไรจะขนาดนั้น เหมือนกันได้ไง ในเมื่อเจ๊ลงทะเบียนเรียน ป.เอก มจร. มาสองปีแล้ว ส่วน คสช. เพิ่งจะปฏิวัติได้ไม่ถึงเดือนเอง ไม่เกรงคนครหาว่าเป็น "วิทยานิพนธ์เฉพาะกิจ-วิทยานิพนธ์ฉบับเพื่อชาติ  หรือฉบับ คสช." (คืนความสุขให้ประชาชน) ดอกหรือเจ๊  วิทยานิพนธ์เล่มนี้ถือว่ามีปัญหา แรกนั้นอ้างว่า "เป็นวิทยานิพนธ์ทางธรรม" แต่ลงท้ายกลายเป็น"วิทยานิพนธ์ทางการเมือง"  ขนาด "ดร.วิษณุ เครืองาม" กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ก็ยังหักหน้าว่า "เน้นการเมืองมากกว่าธรรมะ" ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันต่อไป ถ้าหากว่าทาง สภามหาวิทยาลัย มจร. พิจารณาให้ผ่าน ก็คงต้องมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้แก่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. อีกใบหนึ่งด้วย ในฐานะที่นำเอาเนื้อหาในวิทยานิพนธ์เล่มนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นมรรคเป็นผล ตั้งแต่เจ๊หน่อยยังเรียนไม่จบ

 

 

 

 

 

เจ๊หน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธ์

ทำวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

แต่เนื้อในเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

 

 




 

 

 

เจ๊หน่อยเสนอวิทยานิพนธ์ "ก้าวข้ามความขัดแย้งฯ" แนะตั้ง "สภาธรรมาธิปไตย" วิษณุเป็นกก.สอบด้วย

 

วันที่ 7 มิ.ย. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานสถาบันสร้างอนาคตไทย กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยธรรม ด้วยหลักคุณธรรม 4 ประการ" โดยเป็นการนำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ตามหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีเนื้อหาถึงช่วงมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา โดยได้นำหลักธรรมคุณธรรม 4 ประการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานในวโรกาสที่เสด็จออกพระสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549  ประกอบด้วย

 

1.ให้ทุกคนคิดพูดทำด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญ ต่อกายต่อใจต่อกัน

 

2. การที่แต่ละคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ  

 

3. ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนสุจริตในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมกันเสมอกัน

 

4.การที่ต่างคนต่างพยายามทำคามคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังพร้อมมูลในกายในใจคนไทย ก็มั่นใจว่าประเทศชาติจะดำรงอยู่ต่อไปได้  

 

ซึ่งหลักดังกล่าวไม่มีองค์กรใดนำมาปฏิบัติ จึงใช้โอกาสนี้มาศึกษาวิจัย เพื่อนำคุณธรรมทั้ง 4 ประการ มาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้เป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติ วิกฤตปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจึงได้ยืดเยื้อและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องมาปัจจุบัน

 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า 82 ปี ของประชาธิปไตยไทย มีการรัฐประหาร 11 ครั้ง สำเร็จ 10 ครั้ง มีนองเลือด 4 ครั้ง เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ทั้งนี้ในระยะ 9 ปี ที่ผ่านมามีทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสังคมไทยเกิดความแตกแยกส่วนหนึ่งมาจากสื่อมวลชน ที่ไม่ใช่สื่อหลัก นั่นคือสื่อออนไลน์ที่มีการเผยแพร่อย่างรวดเร็วและบางบริบทนำเสนอความเท็จ ถือเป็นวจีทุจริต สร้างความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างของสังคมไทยเปลี่ยนไปแบบหยั่งรากลึกถึงเรื่องปัญหาของคุณธรรมศีลธรรมของสังคมไทย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมือง 9  ปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งของสองฝ่าย ทั้งฝ่ายแดงที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นจากการรัฐประหาร สองมาตรฐาน ฉีกรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกระบบ มองเห็นเป็นวงจรอุบาศทางการเมือง ซึ่งฝ่ายนี้ต้องการสื่อให้มีประชาธิปไตยอย่างมีคุณภาพ ขณะที่ฝ่ายเหลืองมองว่าได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ สะสมทุน ซื้อเสียงเลือกตั้ง ประชาธิปไตยไทยไม่เป็นธรรมาธิปไตย และเกิดความบกพร่องในโครงสร้างประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมองวงจรอุบาศกันคนละได้  อย่างไรก็ตามในตามแนวของพระพุทธเจ้าได้ใช้หลักธรรมาธิปไตยเรียกประชุมทุกฝ่าย ใช้เสียงข้างมากในการตัดสินเรื่องต่างๆ จึงไม่เกิดการทะเลาะกัน แต่การตัดสินใจต่างๆ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาดี ซึ่งหากดูแล้วในทางการเมืองผู้ที่ตัดสินใจ จะประกอบด้วยนักการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งสองส่วนนี้ต้องใช้ปัญญาในการตัดสินใจ

 

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ประชาธิปไตยหากยึดแค่หลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ไม่ได้เอาโครงสร้างส่วนลึกของครอบครัวที่หล่อหลอมให้มีจริยธรรม การกล่อมเกลาทางจิตใจ จึงก่อให้เกิดประชาธิปไตยแยกส่วน เพราะต่างคนต่างคิดถึงสิทธิของตัวเอง ไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่น จึงก่อให้เกิดปัญหาในประชาธิปไตยไทย

 

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หากใช้หลักธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของความเมตตา มุ่งดี และเจริญต่อกัน จะช่วยสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ โดยการยุติการเผชิญหน้าของสองฝ่าย และยุติการใช้สื่อเทียมในการยุยง ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ได้ดำเนินการแล้ว ที่สำคัญต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างเสมอภาค ขณะเดียวกันหากทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน หรือสร้างกระบวนการที่เห็นต่าง ให้เป็นผู้ร่วมพัฒนาประชาธิปไตยไทย โดยสงวนจุดต่างเอาจุดร่วมมาพูดคุยกันแล้วให้เกิดมีสภาประชาชนที่จะให้ฟังความคิดเห็นต่างสองฝ่ายมาหล่อหลอมกันให้เป็น"สภาธรรมาธิปไตย" เอาธรรมะเป็นตัวตั้ง ให้ผู้เห็นต่างคิดร่วมกัน น่าจะเป็นหนทางก้าวสมานฉันท์ได้ จึงขอเสนอแนวทางดังกล่าวเป็นโรดแมป แก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง  และสภาธรรมาธิปไตย ต้องอยู่ต่อเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต โดยมีองค์กรไม่แสวงหาประโยขน์เข้ามาดูแล

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้วิพากษ์วิทยานิพนธ์ โดยนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย คสช. ในฐานะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ กล่าวว่า  วิทยานิพนธ์ที่ดำเนินการเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่รัฐศาสตร์ การเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบควรยึดกรอบพระพุทธศาสนา  จึงขอให้อิงหลักทางศาสนามากกว่าทางการเมือง ดังนั้นเนื้อหาจึงยังไม่ชัดตามเค้าโครงเรื่อง 

 

 

 

 

ข่าว :  มติชน
8 มิถุนายน 2557

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อัพเดทผู้ถูกคุมขัง มาใหม่อีก 6 ราย รวมหญิงถูกอุ้มขึ้นแท็กซี่ด้วย

อัพเดทผู้ถูกคุมขัง มาใหม่อีก 6 ราย รวมหญิงถูกอุ้มขึ้นแท็กซี่ด้วย

Mon, 2014-06-02 07:51

http://www.prachatai.com/journal/2014/06/53722


2 มิ.ย. ผู้ประท้วงและถูกคุมขังที่กองปราบ ณ วันที่ 2 มิ.ย. รวมทั้งสิ้น 10 ราย มาใหม่เมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) 6 ราย 

รายเก่า 4 ราย อย่างไรก็ดี รายที่เป็นชายถูกจับที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ราว 18.00 น.วันที่ 28 พ.ค. 

ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวานนี้ (1 มิ.ย.) หลังจากมีอาการปวดท้องอย่างหนัก ไข้ขึ้นสูง และอาเจียน 

9 รายที่เหลือประกอบด้วย หญิง 5 คน ชาย 4 คน 

- รายแรก หญิงวัย 49 ปี อาชีพแม่บ้าน ชูป้ายที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เมื่อ 29 พ.ค.

- หญิง 4 คน ถูกจับ 1 มิ.ย. ได้แก่ รายแรกคือคุณป้าวัย 70 ปีที่ใส่หน้ากาก people ย่านราชประสงค์ , 

รายที่สองคือหญิงวัยราว 40 ปีที่ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบบังคับให้ขึ้นรถแท็กซี่สีชมพูบริเวณ terminal 21 

รายที่สาม หญิงวัยราว 50 ปีใส่เสื้อสีฟ้า ทำกิจกรรมปิดตาและชู 3 นิ้วที่ terminal 21 

อีกรายเป็นหญิงวัย 30 กว่าปี ไม่ทราบรายละเอียด

-ชาย 2 ราย ถูกจับ 1 มิ.ย. คนหนึ่งถูกจับที่บริเวณแยกอโศก อีกคนหนึ่งถูกจับบริเวณห้างฟอร์จูน 

ภายหลังผู้คนที่ไปชุมนุมแยกย้ายกันกลับบ้าน